[อ่านจบ 1/100] คนดี ที่โลกไม่ต้องการ และ ผู้เสียสละ โดย สด กูรมะโรหิต

[อ่านจบ]
คนดี ที่โลกไม่ต้องการ และ ผู้เสียสละ
โดย

สด กูรมะโรหิต
ซีรีส์ 1ในหนังสือดี 100 เล่ม ที่คนไทยควรอ่าน
ประเด็นสำคัญของเรื่อง :
- เรื่องนี้เป็นหนึ่งในนิยายไทยฉากต่างประเทศที่ฮิตมากในยุคปิดกั้นวรรณกรรม ของรัฐบาลทหาร (จอมพล ป. พิบูลสงคราม) ช่วงพ.ศ. 2481-2487
- การใช้ฉากต่างประเทศเป็นเทคนิคหนึ่งที่นักเขียนซึ่งต้องการวิเคราะห์วิจารณ์เหตุการณ์ในประเทศ ใช้ เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายเซนเซอร์ที่เข้มงวดของรัฐบาลไทย
- ยุคเดียวกันนี้ และก่อนหน้านี้ ยังเป็นยุควรรณกรรมแนวอุดมการณ์ คนไทยพูดกันมากถึงความใฝ่ฝันและความหวังที่มีต่อประเทศชาติบ้านเมือง ต่างจากยุคต่อมาที่วรรณกรรมเริ่มเปลี่ยนไปเป็นแนวพาฝัน หนีความเป็นจริง ส่วนหนึ่งเพราะการเซนเซอร์วรรณกรรมการเมือง อีกส่วนเพราะคนต้องการหนีความจริง
- สิ่งที่น่าสนใจของเทศนิคฉากต่างประเทศคือ การเปรียบเทียบประเทศอื่นกับประเทศไทย และการซ่อนความนัยของนักเขียน ในกรณีนี้ นักเขียนใช้ฉากประเทศจีน ยุคขุนศึกและสงครามกลางเมือง (20 ปีแห่งการละเลงเลือดหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2455) เทียบกับประเทศไทยปี 2474 (ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองนิดหน่อย / ปีในเรื่อง) และประเทศไทยปี 2485-2489 ( 10-15 ปี หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง / ปีที่เขียนเรื่อง)
- หนังสือสองเรื่อง แสดงการทับรอยกันระหว่างประวัติศาสตร์ของสองชาติ ที่ตกอยู่ในวังวนของลัทธิชาตินิยม เผด็จการ สงครามโลก และความรุนแรงในประเทศไม่ต่างกัน

1. บริบทสังคม
“คนดีที่โลกไม่ต้องการ” ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ เอกชน เล่ม25 ปีที่2 วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2485 และ “ผู้เสียสละ” เริ่มลงนิตยสารรุ่งอรุณ ตั้งแต่ฉบับที่ 10 สิงหาคม 2489-19 เมษายน 2490 เมื่อรวมเล่มแล้วอยู่ในชุดหนังสือ ปักกิ่งมหานครแห่งความหลัง ต่อจากหนังสือเล่มแรกของชุด ชื่อว่า "วารยา ราเนฟกายา" ซึ่งเป็นนิยายรักที่เต็มไปด้วยเรื่องราวความเสียสละ ระหว่างหนุ่มไทยและสาวรัสเซีย
ช่วงเวลาดังกล่าว ประเทศไทยกำลังตกอยู่ใต้การปกครองแบบเผด็จการทหารของจอมพล ป.พิบูลสงคราม (สมัยที่หนึ่ง 2481-2487 และจะกลับมาอีกในปี 2491-2500) ซึ่งมีท่าทีแข็งกร้าวขึ้นในเรื่องการจำกัดสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์ ผู้เป็นกระบอกเสียงสำคัญของประชาชน บดขยี้ความฝันถึงเสรีภาพและความเสมอภาพภายใต้ระบอบประชาธิปไตยลง
อย่างยับเยิน
จากอุดมการณ์เพื่อประชาชน ในปี 2475 กลับกลายเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อสถาปนาอำนาจทหารขึ้นปล้นชิงราษฎร การแย่งชิงผลประโยชน์ระหว่างผู้มีอำนาจทางการทหาร ประกอบกับปัจจัยภายนอกคือสงครามเอเชียบูรพา กรณีพิพาทอินโดจีน(2483-2484) และสงครามโลกครั้งที่สองที่เพิ่งปะทุขึ้น เป็นข้ออ้างชั้นดีในการรวบอำนาจและควบคุมสื่อหนังสือพิมพ์ให้กระจายข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล โดยอ้างว่าเพื่อความมั่นคงของประเทศ เปิดโอกาสให้มีการทุจริตและเล่นพรรคเล่นพวกในหมู่ทหารและข้าราชการอย่างกว้างขวาง พร้อมทั้งขจัดเสียงคัดค้านจากประชาชนและนักคิดลงอย่างสิ้นเชิง จนรัฐบาลมีอิสระที่จะลงนามเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นและประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรเมื่อวันที่ 4 มกราคม ปี2485
โดยปราศจากขวากหนาม
2. เรื่องย่อ
เรื่อง “คนดีที่โลกไม่ต้องการ” และ “ผู้เสียสละ” ซึ่งเป็นภาคจบ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับจางหลิน บรรณาธิการหนังสือพิมพ์จีนที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับอำนาจเผด็จการของรัฐบาลเจียงไคเช็ก เล่าผ่านบันทึกของนักศึกษาไทยในจีนชื่อ ระพินทร์ พรเลิศ ที่บังเอิญได้พบกับจางหลินบนรถไฟขณะเดินทางจากเซี่ยงไฮ้ไปยังปักกิ่งในปี 2474 และได้พบปะสนทนากันตลอดระยะเวลาที่ระพินทร์อยู่ที่จีน
กว่าครึ่งเล่มของ “คนดีที่โลกไม่ต้องการ” เป็นการเล็คเชอร์ประวัติศาสตร์จีนของจางหลิน ตั้งแต่ล้มล้างราชวงศ์ชิงเป็นต้นมา และในตอนจบ ผู้แต่งทิ้งปมไว้เพียงว่า จวนฟาง หญิงสาวที่จางหลินรัก อาจกำลังคบอยู่กับดุสิต หรือ หลิวจิ้งหวน นักกีฬามหาวิทยาลัยชาวจีนผู้เกิดในเมืองไทย
เล่ม “ผู้เสียสละ” ระพินทร์ได้พบปะสนทนากับดุสิต ซึ่งภายหลังเขาพบว่าเป็นแกนนำ“พรรคเชิร์ตเทา” ที่กำลังปลุกกระแสรักชาติในจีนเพื่อให้จีนทำสงครามกับญี่ปุ่นในสงครามมหาเอเชียบูรพา (หนึ่งในสมรภูมิหลักของสงครามโลกครั้งที่สอง) เป็นการตอบโต้ที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครองแมนจูเรีย
ขณะนั้นเกิดการดักฆ่าคนญี่ปุ่นในจีนบ่อยครั้งเพราะความโกรธแค้นและเชื่อกันว่าญี่ปุ่นเป็นสายลับ จางหลินได้ลงบทความต่อต้านการเข้าสู่สงครามโลกของจีนและเรียกร้องให้หยุดการทำร้ายคนญี่ปุ่นผู้บริสุทธิ์ ทำให้เขาถูกเข้าใจผิดว่าเป็นคนขายชาติ และยิ่งจางหลินไปคบหาสมาคมกับ ทามูระ ช่างภาพชาวญี่ปุ่นผู้คัดค้านการก่อสงครามของรัฐบาลญี่ปุ่น เขาก็ยิ่งถูกประชาชนรังเกียจ เพราะไม่เข้าใจว่า ที่เขาทำนั้น คือการปฏิบัติตนตามแนวทางของกลุ่ม “แปซิฟิสต์” หรือผู้รักสันติ ซึ่งกำลังเติบโตขึ้นในทุกมุมโลก และเป็นอำนาจฝ่ายที่สาม ที่ต่อต้านสงครามของทั้งฝ่ายพันธมิตรและฝ่ายอักษะ
ขณะที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ของจางหลินถูกตรวจค้น หนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับกล่าวโจมตีจางหลินอย่างรุนแรง ระพินทร์ได้พบกับแอนนา เจียง น้องสาวของดร. เจียงที่ระพินทร์เคยรู้จัก เธอถามเขาถึงวารยาและได้ถกกันเรื่องการธำรงไว้ซึ่งความรักและการเสียสละ
แอนนาเห็นว่าแนวคิดของจางหลินเป็นแค่การ “ฝัน” และ “ปรัชญา” ที่ไม่เป็นความจริง เพราะทุกคนต้องดิ้นรนเพื่อตัวเอง และหลักการก็ต้องมีวันเปลี่ยนแปลง “ใครไม่ดิ้นคนนั้นก็ต้องตายอย่างทุเรศ”
ระพินทร์ได้สนทนากับหลูกวง นักศึกษาแกนนำคอมมิวนิสต์ และโอลาฟ นักสอนศาสนาชาวนอร์เวย์ ผู้ฝักใฝ่ประชาธิปไตย ซึ่งมาร่วมฟังปาฐกถาอนาคตของประเทศจีนกรณีญี่ปุ่นกับแมนจูเรีย
ทั้งสามคุยกันถึงแนวทางสร้างความสงบในจีน หลูกวงเห็นว่าจีนควรบริหารโดยพรรคเดียวบังคับให้ทุกคนอยู่ใต้กฎแบ่งสรรผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน เขาเห็นว่าคอมมิวนิสต์คือประชาธิปไตยของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เอื้อประโยชน์ให้นายทุน ส่วนโอลาฟแย้งว่าคนไม่ต้องการถูกบังคับลัทธินี้จะอยู่ได้ไม่นานและสงสัยว่าการรวมเสรีภาพไว้ที่คนไม่กี่กลุ่มจะปลอดภัยกับประเทศชาติหรือไม่
ระหว่างสนทนา ระพินทร์ได้พูดถึง “แนวราษฎร” ซึ่งเป็นฝ่ายสันติระหว่างจีนและญี่ปุ่นขึ้นมา แต่กลับถูกหลูกวงโต้กลับอย่างเผ็ดร้อนเปล่าประโยชน์ที่จะเจรจาสันติภาพกับว่าญี่ปุ่นซึ่งกำลัง “คลั่งเลือด” และต้องการครองโลก
หลังจากวันนั้น ดุสิตบุกมาหาจางหลินที่บ้าน บอกให้เขาหยุดเขียนบทความเรียกร้องสันติภาพเพราะเป็นความเห็นที่ทำให้คนจีนแตกแยก ในเวลานี้ ประเทศจีนไม่ต้องการสันติภาพ แต่ต้องการกำลังเพื่อต้านทัพญี่ปุ่น
ขณะที่จางหลินถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นกบฎ ระพินทร์ได้พบและสนทนากับซูซี่ หวาง เมียน้อยของจางโซหลิน ผู้นำแมนจูเรียที่ถูกระเบิดตายไปเมื่อหลายวันก่อน ระพินทร์บอกเธอว่าเขาจะนำลัทธิต้านสงครามของจางหลินกลับไปใช้ และหากสงครามเกิดจากความยากจน ไทยจะกำจัดความยากจนด้วยการตัด “การกินแรง” ออกไป ไม่ใช่ใช้วิธีคอมมิวนิสต์
การพบกันครั้งต่อๆ มา หวาง ได้วิเคราะห์ “เมาเซตุง” หรือเหมาเจ๋อตุงให้ระพินทร์ฟัง เธอยังได้แนะนำระพินทร์ให้รู้จักกับ หลีเคื่อจ่าง ตำรวจสันติบาลท่าทางกร่าง ด้วย
หลีเคื่อจ่างสรุปสถานการณ์การสู้รบระหว่างจีนกับญี่ปุ่นให้ฟังว่า นักศึกษาสองพวกคือ คอมมิวนิสต์ กับ คณะเชิ้ร์ตเทา เรียกร้องให้ใช้ไม้แข็งกับญี่ปุ่น ในการพบปะกันครั้งนี้ ระพินทร์พยายามล้วงเอาข้อมูลว่ารัฐกำลังคิดทำอะไรกับจางหลิน และได้ทราบว่าแม้แต่ตำรวจก็ยังเข้าใจว่าจางหลินเข้าพวกกับญี่ปุ่น ขณะนี้สถานภาพของจางหลินดูไม่ดีเอาเสียเลย
เรื่อง ผู้เสียสละ จบลงด้วยการพยากรณ์ของ ซูซี่ หวาง ที่กล่าวว่ามนุษย์กำลังขัดต่อหลัก “ต้าว” หรือธรรมชาติ ซึ่งก็คือความต้องการสันติ และความสุข
มนุษย์นำตนไปผูกมัดกับประเพณีและความทะยานอยากมากมาย จิตใจของมนุษย์ยังเจริญไม่ทันวัตถุ และหากมนุษย์ยังไม่เรียนรู้ โลกคงพินาศ และต้อง“ตั้งต้นยุคหินกันใหม่”
เรื่องไม่ได้กล่าวว่า สุดท้ายแล้วชีวิตของจางหลินจบลงอย่างไร สด กูรมะโรหิตเพียงแต่กล่าวปิดท้ายไว้ในบทความ “ผู้ไม่เสียสละ” ท้ายเล่มว่าโลกได้ละทิ้งจิตวิญญาณของผู้เจริญไปแล้ว สงครามเกิดขึ้นเพราะคนเพียงไม่กี่คนอยากให้มันเกิด โลกกลายเป็นสมรภูมิที่ไร้กติกา และเต็มไปด้วยแนวคิดที่ว่า “ผู้เสียสละเป็นคนบ้า” บ้าเพราะต้องการสันติภาพ จึงเลิกเดินตามวิถีความรุนแรงที่มนุษย์ก่อกันมาตั้งแต่ยังอยู่ถ้ำ
น่าเศร้าที่ผู้เสียสละเหล่านี้ตายไปก่อนสงครามจะจบสิ้น และเมื่อถึงวันนั้นโลกก็จะทิ้งเวทีไว้ให้ “ผู้ไม่เสียสละ” อีกครั้ง

ประวัติศาสตร์จีน เล่าโดย จางหลิน

ประวัติศาสตร์จีนที่ปรากฏในเรื่อง เริ่มต้นที่ปี2454 ช่วงเวลาที่พรรคก๊กมินตั๋งของดร.ซุนยัดเซ็น (ภาพบน) ผู้ต่อต้านระบบประชาธิปที่มีกษัตริย์เป็นประมุข รบกับพรรครัฐบาลฝ่ายขวาของยวนซีไข (ภาพล่าง) ซึ่งต่อมาได้ล้มราชวงศ์ลงและพยายามตั้งตัวเป็นจักรพรรดิแบบนโปเลียน
ประเทศจีนที่เต็มไปด้วยสงครามกลางเมืองแตกออกเป็นจีนเหนือนำโดยหลี่หยวนหุงและพรรคเหยียนจิว (อดีตพรรคจิ้นปู้) ของเหลียงฉีเชา และจีนใต้ปกครองโดยพรรคก๊กมินตั๋งซึ่งมีดร. ซุนยัดเซ็นเป็นประมุข
แม้ต่างฝ่ายต่างต้องการรวมชาติ แต่เพราะมีแนวทางการปกครองและการแสวงหาอำนาจไม่เหมือนกัน เหลียงฉีเชาและผู้นำแคว้นจีนเหนือส่วนมากเห็นขัดแย้งกับพรรคจีนใต้เรื่องการเข้าร่วมสงครามโลกข้างฝ่ายสัมพันธมิตร
จีนเหนือเชื่อว่าจีนจะได้มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับหากเข้าร่วมสงคราม ส่วนจีนใต้เชื่อว่าการทำสงครามไม่คุ้มเสีย จะพาประชาชนไปตายมากกว่า จีนจึงควรวางตัวเป็นกลาง
ทว่าประธานาธิบดีจีนเหนือซึ่งก็คือหลี่หยวนหุงเห็นด้วยกับจีนใต้ เหลียงฉีเชาจึงร่วมมือกับต้วนฉีร่วย นายกรัฐมนตรีจีนเหนือยึดอำนาจประธานาธิบดี แต่ไม่สำเร็จ ทั้งสองรวมทั้งผู้นำแคว้นซึ่งคุมกองทหารไว้มากและสนับสนุนสงครามจึงออกจากสภา และจลาจลครั้งใหญ่เตรียมปะทุขึ้น
หลี่หยวนหุงชิงยุบสภาตามคำยุยงของจางซุนที่ต้องการกำจัดพรรคก๊กมินตั๋งออกจากสภา จางซุนนำราชวงศ์ชิงกลับมาอีกครั้งแต่เพียง12วันก็ถูกพรรคของเหลียงฉีเชา
ปราบ และถือโอกาสนี้ล้มรัฐธรรมนูญเดิมของดร.ซุนยัดเซ็น โดยอ้างว่าตนเป็นผู้นำ “รีปับลิค”กลับมา
จีนใต้เรียกร้องเอารัฐธรรมนูญเดิมอย่างแข็งขัน พรรคจีนเหนือจึงหันเข้าหาอำนาจต่างชาติไล่กวาดล้างพรรคจีนใต้ พรรคจีนใต้เองแม้จะกลับมารวมกันได้ใหม่หลังแตกพ่าย
แต่ก็เกิดการแย่งชิงอำนาจกันภายในระหว่างพรรคมกุฎราชกุมาร ซึ่งนำโดยลูกของดร.ซุนยัดเซ็น, พรรคผู้มีอาวุโสของหูฮั่นหมิ่น และพรรคนักเรียนนอก
เฉินซุนหมิงผู้นำทัพจีนใต้รบจีนเหนือจนชนะเห็นว่าญาติมิตรดร.ซุนก่อความ
ขัดแย้งมากจึงล้มดร.ซุนออกจากตำแหน่งประมุขและปกครองจีนใต้แทน แต่ก็
ไม่ได้นานนักเพราะจีนเหนือซึ่งนำโดยหวูเพ่ฝู (แห่งพรรคจื๋อลี่ ซึ่งได้เอาชนะพรรคอันฝู่ซึ่งต้วนฉีร่วยตั้งขึ้นมาภายหลังเพื่อคานอำนาจ และในที่สุดก็ชิงอำนาจเหลียงฉีเชาแห่งพรรคเหยียนจิว) ได้เข้ามาขัดขวางและเชิญดร.ซุนกลับมา ดร.ซุน ได้ร่วมมือกับ จางโซหลินและต้วนฉีร่วยกำจัดหวูเพ่ฝูซึ่งได้รับความนิยมจากประชาชนมากออกไป แต่ไ
ม่สำเร็จ
หวูกำจัดจางออกไปได้และนำหลี่หยวนหุงกลับมาเป็นประธานาธิบดี ส่วนตัวเอ
งออกไปอยู่เมืองลั่วหยางไม่ขอรับตำแหน่งรัฐบาล กระนั้นการเมืองในจีนเหนือก็ยังไม่สงบเพราะจางโซหลินพยายามกำจัดหวูซึ่งมีอิทธิพลล้นเหลือและเป็นเสี้ยนหนามชิ้นใหญ่
ขณะที่หวูติดพันการศึกกับจางอยู่นั้น เฟงยุกเสียงอีกค่ายอำนาจหนึ่งก็เข้ายึดกรุงปักกิ่ง จับเฉาคุ่น ซึ่งเป็นเพื่อนหวูและเป็นประธานาธิบดีขณะนั้นไปขังไว้ ก่อนตีทัพหวูที่ตามมาช่วยเฉาคุ่นแตกพ่าย
ต้วนฉีร่วย จางโซหลินและเฟงยุกเสียงชวนดร.ซุนขึ้นมาจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่ดร.ซุนกลับป่วยตายระหว่างทางมาปักกิ่ง จีนใต้จึงก็เกิดการแย่งอำนาจกันขึ้น พร้อมๆกันกับจีนเหนือ สุดท้ายเจียงไคเช็คแห่งจีนใต้ก็ชนะหูฮั่นหมิง ปกครองจีนใต้ได้สำเร็จ และยกทัพขึ้นมาตีจีนเหนือ เพื่อรวมจีนเป็นหนึ่ง และเพื่อเบนความสนใจสมาชิกพรรคจากความขัดแย้งกับกลุ่มที่เป็นคอมมิวนิสต์
แต่ขณะที่จีนใต้กำลังตะลุยยึดจีนเหนือและกำจัดหวู และ เฟง วังจิงไว สมาชิกพรรคจีนใต้ซึ่งใฝ่คอมมิวนิสต์ก็กลับมาจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่หันเค้า
พรรคก๊กมินตั๋งคนอื่นๆตั้งรัฐบาลที่นานกิงและต้องเสียเวลาปราบปรามวังจินไวอยู่นาน ในที่สุดวังจิงไวก็กลับมาร่วมกับก๊กมินตั๋ง และสนับสนุนให้พรรคถอนรากคอมมิวนิสต์แทน
สุดท้ายพรรคก๊กมินตั๋งและเฟงยุกเสียงก็ไล่จางโซหลินกลับแมนจูเรียไปได้ จางถูกระเบิดลอบสังหารขณะเดินทางกลับทางรถไฟ และพรรคก๊กมินตั๋งรวมจีนได้ในที่สุด
แม้แม่ทัพจีนใต้และผู้นำทหารมณฑลต่างๆ จะยังขัดแย้งกัน และอำนาจการปกครองก็ยังไม่ได้อยู่ภายใต้รัฐบาลเดียวกันจริงๆ ก็ตาม
3. วิเคราะห์เรื่อง
สด กูรมะโรหิตได้แต่งเรื่องทั้งสองได้อย่างมีชั้นเชิง แปลกตา มีการดำเนินเรื่องในลักษณะบันทึกความทรงจำของตัวละครคนไทย ขณะเดินทางพบปะกับตัวละครมากหน้าหลายตาในเมืองจีน ซึ่งล้วนแล้วมีบทบาทสำคัญทางการเมืองหรือไม่ก็รู้เรื่องราวการเมืองจีนอย่างลึกซึ้ง ดังจะเห็นได้ว่า บทสนทนาของแต่ละคนล้วนนำไปสู่การวิเคราะห์ปัญหาของประเทศจีนและการแก้ไข ซึ่งแต่ละคนก็มีความคิดเห็นแตกต่างกันไป
ตัวละครต่างอุดมการณ์
ตัวละครผู้จะมาเป็นคู่สนทนาของระพินทร์ คือส่วนประกอบสำคัญของเรื่อง ตัวละครหลักซึ่งได้แก่ จางหลิน ดุสิต หลูกวง หลีเคื่อจ่าง ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของแนวคิดที่กำลังพันตูกันอยู่ในหมู่คนจีนยุคนั้นอย่างแนบเนียน
จางหลิน (รวมทั้งทามูระ โอลาฟ และนักสอนศาสนาที่ถูกตัดหัวไปตั้งแต่ต้นเรื่อง) เป็นตัวแทนของกลุ่มใฝ่สันติประชาธิปไตย
ดุสิต แทน กลุ่มชาตินิยมประชาธิปไตย
หลูกวง แทน กลุ่มการเมืองใหม่พรรคคอมมิวนิสต์
และหลีเคื่อจ่าง แทน กลุ่ม “ผู้ไม่เสียสละ” ที่แสวงหาอำนาจโภคทรัพย์
นอกจากนั้นก็ยังมีประชาชนที่ยังไม่เลือกข้างอยู่บ้าง เช่น แอนนา เจียง, บัว, จวนฟาง, ออสมียา และ ซูซี่ หวาง ซึ่งรับบทสำคัญในการกระตุ้นให้ระพินทร์ได้ขบคิดถึงอุดมการณ์ที่ตนควรยึดถือและเลือกนำมกลับไปใช้ในประเทศบ้านเกิดของตน หรือก็คือ ประเทศไทย นั่นเอง
ระพินทร์ คือตัวแทนคนไทย เช่นเดียวกับผู้อ่านของสด กูรมะโรหิตทุกคนในปี 2485
ซึ่งจะได้รับฟังเรื่องราววุ่นวายในประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่จากระพินทร์ แล้วนำไปครุ่นคิดว่า ตนเองควรยึดอะไรเป็นอุดมการณ์ และควรยึดถือมากน้อยสักเพียงใด
หากต้องประสบเคราะห์จากการยึดถืออุดมการณ์นั้น ๆ
ท่ามกลางยุคสมัยที่วุ่นวาย ประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญกับ เผด็จการทหาร และการถืออำนาจบาตรใหญ่ของตำรวจ ข้าราชการ และนักการเมืองผู้ไม่เสียสละทั้งหลาย ภายใต้นโยบายชาตินิยมเข้มข้นของจอมพล ป. พิบูลสงคราม และบรรยากาศของสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งไทยได้ประกาศเข้าร่วมไปเรียบร้อยแล้วตอนที่หนังสือได้รับการตีพิมพ์... ในช่วงเวลาหน้าสิ่งหน้าขวานเช่นนี้ สด ได้ตั้งคำถามผ่านนิยายของเขาว่า คนไทยจะยืนหยัดในอุดมการณ์ของตัวเองได้เท่า จางหลินหรือไม่?
อุดมการณ์และสันติภาพ
แม้ผู้เขียนตัดเรื่องจบแบบห้วนๆ และใส่บทส่งท้ายต่อเข้าไปทันที จนบรรณาธิการหนังสือเข้าใจว่า “ยังไม่จบเรื่องอีก” แต่การจบโดยให้ระพินทร์กล่าวกับซูซี่ว่า “เธอพูดความจริงที่เถียงได้ยาก คำพูดของเธอต้องคิดทุกคำ เธอทำให้ฉันมีสติซูซี่” นับว่าเฉียบขาดและเข้ากับจุดประสงค์ผู้แต่งมากทีเดียว
ในฉากนั้น ระพินทร์ยอมรับถ้อยคำของซูซี่ที่กล่าวว่า “ธรรมชาติเป็นแม่ของเรา เราไม่ทิ้งแม่ของเรา เราต้องอยู่กับธรรมชาติ เราต้องไม่กลัวสังคมจนต้องทิ้งธรรมชาติ ที่เป็นแม่ของชีวิต”
แต่ธรรมชาตินี้ หมายถึงอะไร?
ธรรมชาติของมนุษย์ ที่ซูซี่กล่าวไว้ก่อนหน้านั้น คือการไม่ยึดติดในประเพณีและกรอบสังคม คือความ “เฉย เงียบสงบ มีสันติ มีความสุข”
โอลาฟก็ได้กล่าวถึงธรรมชาติของมนุษย์ไว้เช่นกัน เมื่อเขาแย้งหลูกวงว่าคอมมิวนิสต์ฝืนธรรมชาติคนและไม่อาจแก้ปัญหาเรื่องธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ เขาบอกว่า
“ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ไม่ชอบการบังคับ
...โลกจะสันติก็เพราะมนุษย์มีเสรีภาพ ไม่มีชีวิตอยู่ในโซ่ตรวน”
ซึ่งในความหมายของเขา คือการจัดระเบียบโลกใหม่ด้วยประชาธิปไตย ไม่ใช่การบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดจนลืมอิสรภาพของราษฎร ไม่ใช่การมุ่งสู่ผลสำเร็จในอุดมคติจนเห็นราษฎรเป็นเพียงเครื่องมือของการปฏิวัติ “เป็นวัวควายที่ให้กำเนิดพลังงาน” หรือใช้เลือดของราษฎรล้างแผ่นดินเก่าเพื่อสร้างแผ่นดินใหม่
สรุปแล้ว ธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งผู้เขียนสื่อออกมาผ่านตัวละครต่าง ๆ ในเรื่อง ก็คือ สันติและเสรีภาพ ซึ่งตรงข้ามกับกรอบจารีตประเพณี และอคติทั้งปวง
ดังนั้น อุดมการณ์ที่ต้อง “บูชายัญเสรีภาพราษฎร” ในความคิดของผู้เขียนจึงไม่ใช่อุดมการณ์ที่มนุษย์ควรยึดถืออย่างแน่นอน
บทเรียนสันติภาพและชาตินิยมจากจีนสมัยใหม่
แนวคิดเกี่ยวกับสันติภาพถูกต่อยอดไปอีก ผ่านการเลคเชอร์ประวัติศาสตร์จีนที่เข้มข้น โดยบรรดาเพื่อนคุยของระพินทร์
จางหลิน ผู้คัดค้านการก่อสงครามในทุกกรณี ได้วิเคราะห์ไว้ว่า สาเหตุของความรุนแรงในจีน เป็นเพราะคนจีนใช้เสรีภาพไม่เป็น และความรักชาติของจีน "ยังไม่มีหลักกลาง" ที่ทุกคนจะยึดถือร่วมกันได้ เนื่องจากเพิ่งจะก่อตัวขึ้นมาเมื่อเสรีภาพและความเสมอภาคไหลเข้ามาหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คนจีนที่ยังไม่ชินกับความคิดเรื่องเสรีภาพ ใช้กันเสรีภาพกันอย่างฟุ่มเฟือย จะคิด ทำ พูดอะไรก็ได้ โดยไม่ต้องมีขอบเขตความสมควร ทุกคนอ้างตัวว่า “รักชาติ” แต่กลับตั้งหน้าจะเอาอุดมการณ์ของตัวเองเข้าฟาดฟันศัตรูให้ได้ ส่วนชาติจะเป็นอย่างไรก็เป็นไป
เหมือนที่หลูกวงเปิดเผยว่า ที่พรรคคอมมิวนิสต์จะจับมือพรรคก๊กมินตั๋งเข้าร่วมสงครามกับญี่ปุ่นก็เพราะ “เหมาจุ่นสี” (ท่านผู้นำเหมา) ถือว่า “เป็นโอกาสให้ขุดรากรัฐบาลนานกิง (พรรคก๊กมินตั๋ง) ทิ้งได้สำเร็จเมื่อญี่ปุ่นแพ้” และหากจีนได้รับการจัดระเบียบให้ทุกคนมีกินมีใช้เท่ากัน คนก็ไม่ต้องแก่งแย่งก่อสงครามกันอีก
พรรคเชิร์ตเทาของดุสิตเองก็มองว่า “ถึงเวลาที่เราต้องเอาเลือดทาแผ่นดินกันแล้ว” เพื่อปกป้องจีนจากญี่ปุ่น ขณะที่จางหลินยอมสละตัวเองเพื่อสันติภาพ
ทุกฝ่ายต่างคิดว่า จะต้องใช้ชีวิตสังเวยเพื่อให้อุดมการณ์ของตัวเองอยู่รอด แต่จริง ๆ แล้ว คนที่ต้องตายจริงไม่ใช่ ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ หรือ พรรคก๊กมินตั๋ง แต่เป็นประชาชนที่เชื่อในอุดมการณ์ที่ต้องผลาญเลือดเนื้อประชาชนด้วยกัน เพื่อให้ผู้นำประชาชนไปถึงอุดมการณ์ของตน ดังคำพูดของระพินทร์ที่ว่า
“คนที่ไม่ตายก็คือคนที่ไม่ใช่ราษฎร-- -คือคนที่เป็นนายราษฎร!”
(ผู้เสียสละ,139 )
จางหลินเชื่อว่า คนทำสงครามทั้งที่เกลียดความรุนแรง ก็เพราะความกลัวอำนาจจะหลุดมือไป กลัวว่าจะตนเองจะไม่ใช่ผู้ที่ได้ครอบครองอำนาจ กลัวเสถียรภาพและเสรีภาพของตัวเองจะลอยหายไป แต่หากคนคิดแต่จะใช้เสรีภาพหาความสุขให้ตนเองเพียงคนเดียว ไม่ใช่เพื่อมอบเสรีภาพและความสุขให้กับคนทุกคนแล้ว สันติสุขก็จะเกิดขึ้นไม่ได้
เมื่อย้อนมองประเทศไทยในสมัย 2485 ประเทศของเราแทบจะไม่ต่างจากสังคมจีนในสมัย 2474 เท่าไหร่
ผู้นำเผด็จการของไทยเพิ่งประกาศเข้าร่วมสงครามโลก
ไทยมีผู้นำที่โกหกประชาชนด้วยการปิดและแทรกแซงสื่อหนังสือพิมพ์อย่างไร้ยางอาย
ผู้นำที่จับผู้คนมาประหารและจำคุกตลอดชีวิตเพราะความผิดที่เห็นต่างกัน
ผู้นำที่อ้างตนว่าการลิดรอนเสรีภาพประชาชนชอบธรรมเพราะตน“รักชาติ” ต้องการให้ประเทศมั่นคงและมีสันติ
ผู้นำที่ส่งเสริมให้ไทยคลั่งชาติและออกรบพุ่งกับชาติศัตรูที่ไทยไม่เคยมีมาก่อน
แต่นิยายเรื่องนี้ กลับประกาศจุดยืนไว้ว่า ความรักชาติที่ถูกที่ถูกทางย่อมอยู่ทางตรงกันข้ามกับความเห็นแก่ตัวเสมอ และใช้เรื่องราวของจางหลิน ร้องถามผู้อ่านชาวไทยว่า นโยบายชาตินิยมของท่านผู้นำไทยที่กำลังฉุดลากประเทศออกจากสันติภาพนั้น ใช่ความรักชาติอันถูกที่ถูกทางและไร้ความเห็นแก่ตัวหรือไม่
คนดีบนวิถีชาตินิยม
ในความเห็นของผู้เขียนแล้ว ลักษณะของ "คนดี" ก็คือ ผู้ที่ไม่มีความเห็นแก่ตัว ผู้ที่ใช้เสรีภาพอย่างถูกวิธี ใช้เสรีภาพ “รับใช้โลก” ไม่ใช่ชาติหรือกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่อ้างตัวว่า "เป็นความสงบสุขของชาติ" ทั้งที่ปากร้องประกาศสงคราม ดังนั้นจากนิยามนี้ จางหลิน ก็น่าจะใกล้เคียงกับการเป็น "คนดีที่โลกไม่ต้องการ" ที่สุด
เพื่อความชัดเจน ผู้เขียนได้ให้นิยามของ “ผู้ไม่เสียสละ” หรือ “พวกกินแรง” ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ "คนดี" ผ่านซูซี่ หวาง ไว้ด้วยว่า คนเหล่านี้มักต้องการให้สันติภาพพ่วงมากับอำนาจในมือตนเสมอ และเมื่อสันติภาพ พ่วงมากับเงื่อนไขเช่นนั้น ก็น่ากลัวว่า สันติภาพ จะเป็นแค่คำกล่าวอ้าง ไม่ใช่อุดมการณ์อันบริสุทธิ์อีกต่อไป เพราะสักวัน “อำนาจ” จะกลายเป็นหลักการปกครองแทนสันติภาพ และผู้มีอำนาจก็จะใช้เลือดเนื้อประชาชนเป็นเครื่องสังเวยอำนาจนั้นไม่จบไม่สิ้น
“คนดีที่โลกไม่ต้องการ” และ “ผู้เสียสละ” ในเรื่องนี้ จึงไม่ได้หมายถึง คอมมิวนิสต์
หรือ กลุ่มรักชาติ ในจีน และไม่ได้หมายถึงสมาคมคอมมิวนิสต์จีนในไทย หรือ รัฐบาลจอมพลป. อย่างแน่นอน
แต่หมายถึงนักสันติภาพอย่างจางหลิน ผู้ประกาศความรักในเสรีภาพและสันติสุข
เช่นเดียวกับนักหนังสือพิมพ์ในไทยที่ถูกข่มเหง และเช่นเดียวกับนักสอนศาสนาซึ่งต้องการลดความเห็นแก่ตัว และเพิ่มสันติสุข เพิ่มความรัก ให้กับโลกมนุษย์
ตัวละคร "คนดี" หรือ จางหลิน ถูกสร้างขึ้นมาให้มีลักษณะแตกต่างจากตัวละครอื่น ๆ ที่อ้างตัวว่า “รักชาติ” อย่างเด่นชัด
ความรักชาติของเขา แสดงออกมาควบคู่ไปกับความ “รักมนุษยชาติ” เช่น การคบกับชาวญี่ปุ่นที่รักสันติเหมือนกัน โดยไม่เกรงกลัวคำครหาของเพื่อนร่วมชาติ
ผู้เขียนยังได้เสริมไว้ในตอนท้ายเรื่องผ่านคำพูดของ ซูซี่ หวาง ว่า จางหลินกำลังทำตาม “ต้าว” หรือธรรมชาติของมนุษย์อย่างแท้จริง ซึ่งก็คือ การแสวงหาสันติสุข เขาได้พิสูจน์ว่า มนุษย์สามารถยึดปรัชญาของเหลาจื่อได้ แม้ในยามที่โลกสิ้นศรัทธาในความรัก หรืออาจกล่าวได้ว่า จางหลินกำลังมองการณ์ไกลกว่าใคร ๆ และกำลังใช้ตัวเองพิสูจน์ให้เห็นว่า โลกจะต้องรวมกันให้ได้ในวันหนึ่ง อาจจะไม่ใช่วันนี้ แต่ถ้ามีผู้เสียสละเป็นหมุดหมายต่อไปเรื่อยๆ จุดหมาย หรือ สันติภาพของโลก จะต้องมาถึงอย่างแน่นอน
โลกที่ไม่ต้องการคนดี
ระพินทร์กำลังอยู่ในยุคที่ทั้งศาสนาและสันติภาพกำลังเสื่อมไปจากใจผู้คน เขามองว่า ความเจริญและความเสื่อมของศาสนาคือ “ปรอท” วัดความดีความชั่วมนุษย์ ส่วนอุดมการณ์ที่ฆ่าล้างผู้คน และอุดมการณ์ที่นำมาซึ่งสงคราม นั้นเป็นตัวชี้วัดความเสื่อมของศาสนาอีกที
ระพินทร์พบว่าคนรอบตัวเริ่มมองว่า ความรักและความเสียสละไม่มีอยู่จริง เหมือนอย่างที่ดุสิตกล่าวว่า “เวลาเช่นนี้แม้แต่พระเยซูก็หาประโยชน์อะไรไม่ได้”
คนยุคนี้เคยชินกับการแยกสันติภาพออกจากโลกความเป็นจริง เห็นว่าสันติภาพเป็นเพียง “แง่ของปรัชญา” ไม่ใช่ “ความจริงที่ถาวร”
คุ้นกับการเลือกเอาเสรีภาพเป็นเครื่องบูชายัญอุดมการณ์ และมองอุดมคติเป็นเพียงสิ่งที่ “ต้องแล้วแต่เหตุการณ์” (คนดีที่โลกไม่ต้องการ, 332) ไม่ใช่สิ่งที่จะยึดไว้เป็นหลักการจริงจัง
ผู้เขียนยังได้แสดงทัศนะด้วยว่า หากคนคิดอย่างแอนนา เจียงกันหมดว่า “เราต้องเปลี่ยนตามโลก ถ้าเราไม่เปลี่ยนตามโลกเราก็ล้าสมัย”-- - มนุษยชาติก็จะไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย ดังคำพูดของระพินทร์ที่กล่าวว่า “ถ้าเราไม่มีอุดมคติกันเสียเลย โลกก็จะก้าวออกไปจากความป่าเถื่อนไม่ได้” โลกจะดำเนินไปเหมือนยุคหินเพิ่งจบลงเมื่อวาน หรือไม่ก็ไม่เคยจบลงเลย เพราะมนุษย์จะยังคงฆ่าล้าง เพื่อแก้แค้นและแย่งชิงกันอย่างไม่มีกติกา และโลกก็ยังจะไร้ซึ่ง “หลักการ” อยู่เช่นเดิม
ราคาของคนดี
แต่หากนักสันติภาพ ต้องถูกเจ้าหน้าที่รัฐอย่าง หลีเคื่อจ่าง พาขึ้นลานประหาร ก่อนคอมมิวนิสต์ และลัทธิรักชาติแล้ว ผู้อ่านชาวไทยยังควรดำเนินตามจางหลินอยู่อีกหรือไม่
ตัวละครแทบทุกตัวที่คุยกับระพินทร์ เชื่อว่าจางหลินจะต้องตายไม่ดี
ดุสิตเห็นว่าจางหลิน “เกิดเร็วเกินไป” ดร.เพตันว่าเขาไม่ใช่คนดีที่โลกต้องการ
และออสมียาร้องว่า “นักสันติภาพ! ... หมดหวัง ไม่มีหวังอะไรเลย”
ดูเหมือนว่าผู้แต่งเองก็ได้คำนึงถึงปัญหาข้อนี้เช่นกัน จึงได้เขียนดักทางผู้อ่านเอาไว้ โดยให้จางหลินกล่าวกับระพินทร์ว่า
“ถ้าฉันจะต้องถูกฆ่าตายเพราะความตั้งใจดีของฉัน
ฉันก็ไม่ขอเสียใจเป็นอันขาด”(คนดีที่โลกไม่ต้องการ, 322)
และ
“เมื่อรู้ตัวว่าได้ทำความดีให้แก่ชาติสมใจแล้ว ก็ตายได้อย่างหน้าชื่นตาบาน”
(คนดีที่โลกไม่ต้องการ,197)

ขณะเดียวกันผู้แต่งก็ได้สะท้อนภาพของผู้ที่ละทิ้งอุดมการณ์ของตน อย่าง
เหลียงฉีเชา (ภาพขวา) หัวหน้าพรรคจิ้นปู้ เอาไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องตายไปโดยแทบจะไร้คนจดจำ ทั้งที่แนวคิด "กษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ" ของเขาได้รับการสนับสนุนจากประชาช
นอย่างล้นหลามในตอนแรก แต่เพราะเหลียงไม่ซื่อตรงต่ออุดมการณ์ของตน จึงไม่มีใครสนใจจดจำสิ่งที่เขาพยายามทำนัก
“ท่านเลือกคบแต่คนมีอำนาจ เพราะได้ประโยชน์เร็วและง่ายกว่าที่พยายามคบกับราษฎร แต่ท่านจะคบกับราษฎรก็ไม่ได้ เพราะไม่มีอุดมคติที่จะต่อสู้เพื่อราษฎรอย่างเด็ดเดี่ยวและแท้จริง...พอสิ้นชีวิต ลงก็ไม่มีใครเอาใจใส่อย่างที่ควรจะเป็น นี่ผิดกับดร.ซุนยัดเซ็น ดร.ซุนสร้างพรรคของท่านท่ามกลางราษฎร คบกับราษฎร
ถอดเอาดวงใจของท่านมอบให้แก่ราษฎร” (คนดีที่โลกไม่ต้องการ,234-235)
หลังจากซอกแซกหาอำนาจด้วยการเข้ากับผู้มีอิทธิพลคนนั้นคนนี้ สุดท้ายเหลียงฉีเชา ก็ไม่คำนึงถึงหลักการเดิมของตนอีกต่อไป ไม่เหมือนดร.ซุนยัดเซ็นที่ยอมสละอำนาจในจีนใต้ให้ยวนซีไขทันทีที่ยวนซีไขล้มราชวงศ์ชิง เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อ และเมื่อเห็นลู่ทางจะรวมชาติได้ดร.ซุนก็รุดออกจากที่มั่นในจีนใต้ เดินทางเข้าปักกิ่งเพื่อเจรจาหารือกับเฟงยุกเสียงและจางโซหลินทันที โดยไม่สนใจว่าจะเป็นแผนของฝ่ายจีนเหนือหรือไม่
และในที่สุด เพื่อสรรเสริญแนวคิดของ "คนดี" สด กูรมะโรหิต ถึงกับเปรียบการเสียสละของจางหลินกับการ “ตรึงตาย” ของพระเยซู ผู้เสียสละตนเองเพื่อสอนให้มนุษย์รู้จักความรักและการให้อภัย โดยปราศจากความเห็นแก่ตัว และกล่าวว่า อุดมการณ์อาจต้องการผู้เสียสละเพื่อคงอยู่ต่อไปอีกนับพันปี
กลับมาที่ประเทศไทยอีกครั้ง
ปัญหาขัดแย้งในประเทศจีนที่สะท้อนผ่านบันทึกของระพินทร์ พรเลิศ ไม่ได้เป็นปัญหาแต่เฉพาะในจีนเท่านั้น การแย่งอำนาจทางการเมืองเป็นปัญหาที่ทุกประเทศต้องเคยประสบมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับจีนมาก
โดยเฉพาะเรื่องที่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในขณะที่คนส่วนใหญ่ในประเทศยังไม่เข้าใจความหมายของเสรีภาพเพียงพอ เสรีภาพที่ได้มาจึงกลายเป็นความปั่นป่วน
จางหลินได้กล่าวว่า การเมืองจีนมีปัญหาเพราะ “เรายังไม่มีการศึกษาดีพอ ราษฎรส่วนใหญ่ยังไม่รู้อะไรดีอะไรชั่ว ยังไม่เข้าใจว่าการรักชาติและการเสียสละเพื่อชาตินั้น จะควรทำอย่างไร ราษฎรเหล่านี้ได้กลายเป็นเครื่องมือของพวกนายพลที่สู้รบกันเพื่อเงินและอำนาจส่วนตัว” (คนดีที่โลกไม่ต้องการ,320-321)
ผู้เขียนมองว่า อาจเป็นโชคของไทยอยู่บ้าง ที่คนไทยยังรักชาติ และมีความเป็นปึกแผ่นมากกว่าจีน เหมือนที่ระพินทร์บันทึกว่าเมืองไทยเป็น “เมืองพุทธ” “เมืองสวรรค์” “ไม่มีทุกข์ยาก”
ความสุขสบายในบ้านเกิดทำให้เขาคิดภูมิใจ เหมือนคนไทยคนอื่น ๆ ว่า
“ตัวเองช่างเป็นคนโชคดีที่ได้มาเกิดเป็นคนไทย” (คนดีที่โลกไม่ต้องการ,13)
แต่ก็ใช่ว่าไทยจะไม่เผชิญปัญหาการเมืองเลย การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในไทยยุค 2470 เป็นต้นมา เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และเกิดจาก “บนลงล่าง” ไม่ต่างอะไรกับจีน
นอกจากนี้ การจำกัดเสรีภาพทางความคิดอย่างรุนแรง ต่อพวก “คิดเลยธงไปหน่อย”
ของรัฐบาลจีนยังไม่ต่างอะไรนักกับความอดสูที่นักหนังสือพิมพ์ไทยได้รับ
ในปี 2481 เป็นต้นมา มีการสั่งปิดหนังสือพิมพ์จีนที่รายงานข่าวการเมืองทุกฉบับอย่างไม่มีกำหนด รัฐบังคับให้นักข่าวถอนบทความออก ห้ามแสดงความคิดเห็น และต้องลงข่าวและคำขวัญชื่นชมรัฐบาลอย่างสม่ำเสมอ นักหนังสือพิมพ์มากมายถูกจำคุกและประหารชีวิตด้วยข้อหาเป็น “กบฎไทยอิสระ” ตลอดยุคของหลวงพิบูลสงคราม (นภัทร,83) แม้จะยังไม่มีการกระทำผิดอย่างชัดเจน เพียงแค่สงสัย ตำรวจก็สามารถจับตัวนักหนังสือพิมพ์ไปอบรม การเป็นคนดี ในค่ายกักกันได้ (นภัทร,99 อ้างอิงถึง รัตนา เมฆนันทไพศิษฐ์, 2531:262)
การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของ จางหลิน ซึ่งถูกชูขึ้นเป็นจุดสำคัญของเรื่อง จึงอาจมองได้ว่าเป็นการเสนอภาพแทนการต่อสู้ของชาวไทยและนักหนังสือพิมพ์ไทยผู้ใฝ่หาประชาธิปไตยและสันติภาพ และพยายามยื้อยุดเอาเสรีภาพกลับมาแม้จะถูกอำนาจเผด็จการกดขี่คุกคามอย่างหนัก
ช่วงปลายปี 2483 ประเทศไทยฮึกเหิมด้วยกระแสชาติยม มีการเรียกร้องให้ยึดดินแดนที่เสียให้ฝรั่งเศษในช่วยรัชกาลที่ 5 กลับมา รัฐบาลนำกองกำลังเข้ายึดพื้นที่ดังกล่าวอย่างรวดเร็ว และสงครามอินโดจีนระหว่างไทยกับฝรั่งเศสก็เริ่มต้นขึ้น มีการจับเชลยฝ่ายฝรั่งเศสมาประจานที่สวนสัตว์เขาดินวนา และเกิดวีรกรรมยุทธนาวีเกาะช้างขึ้นในปี 2484 ซึ่งจบลงด้วยการจมเรือหลวงธนบุรี (ภาพบน) ความเสียหายอย่างหนักของเรือฝรั่งเศษ ลามอตปิเกต์ (ภาพล่าง) และการถอนกำลังทางน้ำของฝรั่งเศสจากอ่าวไทย รวมถึงการสูญเสียชีวิตทหารเรือจำนวนมาก ซึ่งไม่มีท่าทีว่า จะนำมาสู่สันติภาพอันใกล้


ในเดือนมกราคม ปี 2485 ปีเดียวกับที่หนังสือชุดนี้ได้ถูกเขียนขึ้น ไทยประกาศเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากที่ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกในเดือนตุลาคม ปีก่อนหน้า คนไทยจำนวนไม่น้อยแสดงออกถึงความหวงแหนเสรีภาพและสันติภาพของชาติ ด้วยการต่อต้านญี่ปุ่น และการเข้าร่วมสงครามโลกอย่างที่ญี่ปุ่นต้องการ ทั้งผ่านคำพูด และการสู้รบ และเมื่อจอมพลป. ซึ่งเป็นผู้นำชาติในตอนนั้น ตัดสินใจยอมให้ไทยเป็นทางผ่านของฝ่ายอักษะ ก็มีบันทึกว่าคนไทยต่างพากันผิดหวัง ที่ความรักชาติซึ่งรัฐบาลสูบฉีดจนพองฟูในช่วงก่อนหน้านั้น ต้องมาหดแฟบลงภายในเวลาอันสั้น ด้วยฝีมือของรัฐบาลเอง
เป็นไปได้ว่า ผู้เขียนได้ใช้ฉากสังคมจีน ซึ่งมีลักษณะไม่ต่างกันกับไทย ในการจุดชนวนคำถามถึงประเด็นความขัดแย้งในใจคนไทยดังกล่าว ว่าหากคนไทยผู้มีหัวใจที่ “บูชาอิสรภาพของตัวเอง ตลอดจน อิสรภาพของชาติ” (คนดีที่โลกไม่ต้องการ,44) ถูกรัฐบาลเป่าหูผ่านกรมประชาสัมพันธ์และหนังสือพิมพ์บ่อยๆ ให้ยอมสละชีวิตเพื่อรับใช้สงครามแล้ว คนไทยจะยังคงอุดมคติประเทศอันสงบสุข อย่างที่ระพินทร์ภาคภูมิใจ ไว้ได้อีกหรือไม่?
พวกเขาจะยังเข้มแข็งพอที่จะยึดมั่น “สันติสุข” ไว้ในใจ ขจัดความพยาบาทและความเห็นแก่ตัว อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ไม่ให้เสื่อมคลายได้หรือไม่?
หรือคนไทยจะละทิ้งอุดมการณ์เพื่อเอาตัวรอดเหมือนเหลียงฉีเชา และตัวละครอีกหลายตัวในนิยายเรื่องนี้
เมืองไทยเองก็เป็นฉากหนึ่ง ซึ่งเรื่องราวการต่อสู้ของอุมการณ์ ยังดำเนินต่อไปอย่างหาบทสรุปไม่ได้ เช่นเดียวกับเรื่องของจางหลิน แต่อย่างน้อย การพบปะ สนทนากับผู้คนของระพินทร์ก็ได้ตั้งคำถาม และมอบแรงบันดาลใจผู้อ่านชาวไทย ซึ่งจะกลายมาเป็นตัวละครในการต่อสู้กับอำนาจเผด็จการทั้งในและนอกประเทศต่อไป ในโลกแห่งความจริง
และแม้หนทางของ "คนดี" จะเหนื่อยยาก ลำบาก และเสี่ยงภัย แต่ผู้เขียนก็ให้คำรับรองอย่างหนักแน่นว่า การต่อสู้เพื่อสันติและเสรีภาพไม่เคยสูญเปล่า ทั้งยังย้ำชัดว่า การเข่นฆ่ากันเพราะความเห็นแก่ตัวที่ซ่อนอยู่ใต้เปลือกวาทะกรรมความ “รักชาติ” ดังที่เห็นบนเวทีประวัติศาสตร์อันนองเลือดของจีนนั้น ไม่เคยนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี
สงครามอาจยุติลงในระยะสั้นๆด้วยนักการเมืองและนักการทหาร แต่จะไม่มีวันสงบลงถาวรได้เลย หากปราศจากการเสียสละของ “นักสันติภาพ”
-- - คนดีที่โลกไม่ต้องการ
4. กลวิธีการเขียน
ย้อนอดีตคิดถึงปัจจุบัน (อย่างขมขื่น)
บันทึกของระพินทร์ กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าช่วงที่หนังสือตีพิมพ์ประมาณสิบถึงสิบห้าปี
(สดเขียนเรื่อง “คนดีที่โลกไม่ต้องการ” ในปี 2485 และ “ผู้เสียสละ”ในปี 2489 ห่างจากปี 2474 ที่เป็นฉากประมาณสิบห้าปี)
เรื่องราวในบันทึกเริ่มในปี 2474 ตามที่ เทวัน เพื่อนระพินทร์เขียนส่งมาทางจดหมายว่า
“เราต้องมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง... หวังว่าเธอคงยังไม่ลืมปีนี้ 2474
ฉันคะเนว่าคงจะไม่ช้านัก เธอคงช่วยยินดีอยู่ทางโน้น” (ผู้เสียสละ, 82)
ช่วงนั้นจีนตกอยู่ใต้อำนาจเจียงไคเช็ก ขณะที่ประเทศไทยนั้น หากอ่านต่อไปในภาคจบ เล่ม “ผู้เสียสละ” จะพบข้อความในจดหมายที่ ประนุท น้องสาวของระพินทร์ พรเลิศ
ส่งมาให้พี่ชาย กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของคณะราษฎร์ และแสดงความกังขาต่อนโยบายเปลี่ยนแปลงการปกครองที่จะนำอำนาจกษัตริย์มาสู่ประชาชนว่า ผู้ดำเนินการที่มีอุดมการณ์ช่วยเหลือประชาชนจริงคงมีไม่กี่คน และแม้แต่ผู้ที่มีความตั้งใจดีแต่แรกก็อาจไม่สามารถต้านทานความยั่วยวนของอำนาจได้
ดังนั้น เวลาในบันทึกของระพินทร์จึงเท่ากับเป็นการย้อนมองการเมืองไทยในระบอบ
ประชาธิไตยอีกครั้งด้วยสายตาของคนยุคเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ไร้เดียงสาต่ออนาคต ต่างจากผู้อ่านที่รู้เหตุการณ์สิบปีหลังจากนั้นทั้งหมดแล้ว
ในเวลานั้น ระพินทร์ยังเป็น “ออปทิมิสต์” ที่เชื่อมั่นเหมือนกับเทวัน ซึ่งกล่าวว่า “ฉันไม่ต้องการอะไรมาก ขออย่างเดียวว่าราษฎรชาวไทยเป็นผู้มีชีวิต มีวิญญาณ มีความรู้สึก และมีเกียรติ เพราะฉะนั้นเขาควรได้รับการยกย่องอย่างน้อยก็เคารพคุณค่าความเป็นคนของเขาบ้าง... คนไทยจึงควรมีส่วนในการปกครองอย่างใกล้ชิดยิ่งไปกว่านี้”
(ผู้เสียสละ,83)
และเมื่อจางหลินถามเขาว่าเสรีภาพประเทศไทยเป็นเช่นไร ระพินทร์ตอบโดยทันควันว่า “อ๋อ เรื่องนั้นเรามีร้อยเปอร์เซ็นต์” ( คนดีที่โลกไม่ต้องการ,84)
แม้แต่คนจีนอย่างจางหลินก็ได้กล่าวถึงอนาคตอันแจ่มใสของประเทศไทยว่า
“ฉันชมเมืองไทยมากในเรื่องการส่งเสริมและรักษาวัฒนธรรมไทย เพราะวัฒนธรรมทำให้ไทยเป็นไทย ... ฉันเดาได้ว่าวันหนึ่งชาติไทยจะต้องเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ในทวีปบูรพา ใหญ่กว่าที่ใหญ่อยู่ในเวลานี้ ความเจริญก้าวหน้าของไทยคงจะไม่มีที่สิ้นสุด
เพราะคนไทยมีประสาทไวมาก ไหวตัวได้เร็วกว่าจีน มีความทรหดอดทนดี มีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว รักเกียรติยศยิ่งกว่าชีวิต ฉันพูดเช่นนี้ถูกไหนระพินทร์”
ข้าพเจ้า(ระพินทร์) ก้มศีรษะรับ และตอบว่า “ขอบคุณที่ยกย่องชาติของฉัน เราคนไทยกำลังสร้างชาติกันใหญ่โต เรารู้ว่าเราต้องแข่งกับเวลา เวลาไม่คอยท่าใคร”
(คนดีที่โลกไม่ต้องการ,166-167)
พูดไปแล้วก็เหมือนกลืนน้ำลายตัวเอง ทั้งขบขันและขมขื่น เพราะขณะนั้นเป็นปี 2485 ประเทศไทยสิบปีหลังการปกครองไม่มีอะไรใกล้เคียงกับสิ่งที่ระพินทร์ยึดมั่นในปีแห่งการปฎิวัติประเทศเลย
ตลกร้ายเช่นนี้เองคือกลวิธีที่ผู้แต่งใช้ตลอดทั้งเรื่อง
คำป้อยอไทยว่าเป็นประเทศที่ “สงบสุข” “มีเสรีภาพ” “มีแต่ความสุข” “เป็นเมืองพุทธศาสนา” “จะต้องเจริญรุ่งเรืองแน่ๆ” ซึ่งโปรยหว่างอยู่หลายครั้งระหว่างเรื่อง นับว่าเสียดแทงความรู้สึกของผู้อ่านยุคปัจจุบัน (2560) ไม่น้อย
เพราะยิ่งย้อนนึกถึงอุดมการณ์ที่นำประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง
มากเท่าใด เปรียบเทียบกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันแล้ว ก็ยิ่งรู้สึกถูกทรยศมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะหากผู้อ่านเป็นคนที่อยู่ร่วมสมัยกับการปฏิวัติ และได้เห็นประเทศกลับกลายเป็นเผด็จการทหารไปต่อหน้าต่อตา
เรื่อง “คนดีที่โลกไม่ต้องการ” นับว่าเป็นวรรณกรรมที่เข้าข่าย เสี้ยนหนามตำรัฐบาลไทยยุค หลวงพิบูลสงคราม ได้โดยที่ไม่ต้องพาดพิงถึงรัฐบาลไทยแม้แต่น้อย เพราะรู้ ๆ กันอยู่ว่า ปี 2474 “รัฐบาล”ยังไม่เกิด!
มองเขา มองเรา
ผู้แต่งยังมีวิธีเล่าประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่ (2454-2474) ในเชิงวิเคราะห์ซึ่งทำให้เกิดการเปรียบเทียบและวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ไทยได้โดยไม่ต้องชี้จุดเหมือนจุดต่างกันให้โจ่งแจ้ง โดยใช้การเล่าเรื่องผ่านมุมมองตัวละครชาวไทย บอกใบ้ถึงความเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศ ขณะเดียวกันก็แทรกคำสนทนาเกี่ยวกับประเทศไทย หรือจดหมายจากเมืองไทยเป็นระยะๆ ทำให้ผู้อ่านนึกประหวัดนึกถึงเหตุการณ์ในไทย ขณะอ่านเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศจีนได้โดยอัตโนมัติ ด้วยกลวิธีนี้ ผู้เขียนจึงสามารถแทรกการวิเคราะห์ประเด็นปัญหาที่เปราะบางลงไปได้อย่างแนบเนียน
ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองในยามที่ประชาชนส่วนมากยังไม่มีความพร้อม การจำกัดเสรีภาพและคุกคามนักหนังสือพิมพ์ การกระตุ้นให้เกิดกระแสชาตินิยมเพื่อปลุกระดมประชาชนให้ทำสงคราม ไปจนถึงการวิจารณ์รัฐบาลว่าเป็น “ผู้ไม่เสียสละ” และ “พวกกินแรง” ที่ไม่สนใจแก้ปัญหาความยากจนในประเทศ จนเปิดโอกาสให้เกิดลัทธิคอมมิวนิสต์ขึ้นในไทย
ล่อให้กินยาขม ด้วยขนมหวาน
กลวิธีที่ยอดเยี่ยมอีกประการก็คือ การผูกปมเพื่อดึงความสนใจ หรือหลอกล่อผู้อ่านให้กลืนอุดมการณ์ของจางหลินไปเรื่อยๆจนกว่าจะจบเล่ม
สดเองก็คงรู้ตัวดีว่า หากเปรียบเทียบการเมืองไทยโดยไพล่ไปพูดถึงประวัติศาสตร์ความยุ่งเหยิงในการเมืองจีนมากเกินไป ผู้อ่านคงได้ถอดใจตั้งแต่ใจความหลักยังไม่เปิดเผย เขาจึงใช้วิธีหยอดปมให้ผู้อ่านได้สงสัยไปทีละนิด
เงื่อนปมที่ใช้ล่อผู้อ่านตั้งแต่แรกก็คือ “เหตุใดจางหลินจึงเป็นคนดีที่โลกไม่ต้องการ”
แต่เนื่องจากจางหลินมัวแต่เล่าประวัติศาสตร์จีนและแถมด้วยการเปิดเผยความ
คิดของตัวเองแบบขยักขย่อน ผู้อ่านจึงได้แต่ต้องตามเก็บรายละเอียดเรื่องราวและความคิดของจางหลินไว้เป็นข้อมูลอย่างอดทนเท่านั้น แม้ว่าจะต้องกลั้นใจฟังระพินทร์เพ้อพกโฆษณาถึงวารยาที่ไม่ได้มีบทบาทอะไรเลยในเรื่องซ้ำไปซ้ำมาก็ตาม
การแทรกปมใหม่เข้ามาเรื่อย ๆ ทั้งที่ปมเก่ายังไม่ได้รับการเฉลย เป็นอีกหนึ่งกลวิธีที่ผู้เขียนใช้บ่อย และบางครั้งเพื่อหลอกล่อผู้อ่านให้ได้ผลชะงัด ผู้เขียนยังอุตส่าห์เปิดปมที่ดูไม่น่าเข้ากับตอนอื่น ๆ ขึ้นมาด้วยโดยไม่คิดจะสานต่อ เช่น เรื่องที่จวนฟาง (ผู้หญิงที่จางหลินหลงรัก) อาจไปรักอยู่กับบุรุษปริศนาคนหนึ่งชื่อดุสิต ถูกหย่อนไว้ล่อคนอ่านตอนท้ายเล่ม "คนดีที่โลกไม่ต้องการ" แต่พอเรื่องเริ่มดำเนินต่อไปในเล่ม “ผู้เสียสละ” แทนที่จะเล่าปมเก่า ๆ ต่อไปว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ระพินทร์กลับไพล่ไปพูดถึงอุดมการณ์ของดุสิต และไม่กล่าวถึงปมความรักที่ท่าจะล่มของจางหลินไปอีกนาน
เรื่องของจวนฟางกลับมาแบบขยักขย่อน เพื่อดึงคนอ่านไปลุ้นกับเรื่องราวความรัก แต่ยังไม่ทันไร ผู้เขียนก็เปลี่ยนประเด็นไปที่เพื่อนชาวญี่ปุ่นของจางหลินและความขัดแย้งระหว่างดุสิตกับจางหลินอย่างรวดเร็ว และไม่พูดถึงจวนฟางอีกเลย
ขณะที่จวนฟางถูกยุติบทบาทในฐานะเหยื่อล่อคนอ่าน ผู้เขียนก็ได้เปิดปมคำถามใหม่ ๆ ที่น่าสนใจกว่าเดิม เช่น “จางหลินจะรอดพ้นจากข้อครหาว่าขายชาติอย่างไร” “ทามูระเป็นสปายจริงหรือไม่” หรือที่ผู้อ่านรอลุ้นมากที่สุดก็คือ “จางหลินจะตายหรือรอด” ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนไม่มีคำตอบแน่ชัด เพราะในตอนจบระพินทร์กลับพุ่งความสนใจไปที่ซูซี่ หวาง เมียน้อยขอจางโซหลิน ตัวละครที่มาทีหลังสุดแต่ได้กล่าวสรุปเรื่องทั้งหมดอย่างเรียบง่าย จนทำให้ผู้อ่านผิดคาดไปตามๆกัน (ไม่ใช่ข้าพเจ้าคนเดียวที่ผิดคาด เพราะจากบทบรรณาธิการ ผู้เสียสละ ข้าพเจ้าพบว่าบรรณาธิการก็งงเช่นกัน)
ตัดจบอย่างโหดเหี้ยม
หากกล่าวในแง่ความเด็ดขาดในตอนจบแล้ว นับว่าผู้แต่งสามารถจบเรื่องได้อย่างเด็ดขาด ไม่เห็นแก่การสนองความคาดหวังผู้อ่านเลยแม้แต่น้อย
เรื่องราว บทสนทนา และตัวละครทั้งหลายล้วนแต่เป็นเครื่องมือของอุดมการณ์นักเขียนทั้งนั้น
ระพินทร์จบเรื่องลงได้เข้ากับการมองโลกของเขาอย่างที่สุดว่า โลกเป็นเพียงเวทีให้มนุษย์ขึ้นมาเป็นตัวละครแสดงไปๆมาๆ ชีวิตจางหลินจะจบลงอย่างไรไม่ใช่แก่นสารของเรื่อง เขาไม่อาจครองเวทีได้ตลอดไป และไม่จำเป็นต้องทำด้วย
หากบันทึกของระพินทร์เป็นเวทีให้จางหลินแสดงแล้ว เขาคงปรารถนาเพียงแสดงอุดมการณ์ของเขาออกมาให้ชัดแล้วก็ลาจากไป ทิ้งความคิดให้ซึมลึกลงไปในใจของผู้อ่านเป็นพอ และผู้แต่งก็ทำสำเร็จจริงๆ เมื่อความคิดทั้งปวงกระจ่างชัดเกินพอแล้วในหน้ากระดาษ
ก็ถึงเวลาต้องปิดม่านกันที
5. สรุป
นวนิยายเรื่อง “คนดีที่โลกไม่ต้องการ” และ “ผู้เสียสละ” เป็นนวนิยายประวัติศาสตร์การเมืองที่มีเนื้อหาคัดง้างโดยตรงกับนโยบายการปกครองของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม อันเป็นยุคสมัยที่สด กูรมะโรหิตได้ประพันธ์เรื่องนี้ขึ้นมา ทั้งเรื่องการควบคุมสื่อ ฆ่าเสรีภาพ นโยบายชาตินิยมและนโยบายเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง
แม้โครงเรื่องจะราบเรียบและเนื้อหาโดยมากเป็นการแสดงความเห็นส่วนตัวของระพินทร์เอง แต่ประเด็นวิพากษ์ต่างๆ ได้รับการร้อยเรียงขึ้นอย่างพิถีพิถัน อำพรางไว้ใต้ฉากต่างประเทศ และรายละเอียดทางสังคมประวัติศาสตร์การเมืองจีนปี 2454-2474 ซึ่งเมื่อประกอบกับคำบอกใบ้ในเรื่องแล้ว สามารถกระตุ้นให้ผู้อ่านวิเคราะห์เปรียบเทียบเหตุและผลของจลาจลในจีน กับความแปรปรวนทางการเมืองในไทยตั้งแต่ช่วง 2475-2485 ได้ โดยไม่ทิ้งร่องรอยการโจมตีรัฐบาลของหลวงพิบูลสงคราม ให้เห็นอย่างโจ่งแจ้งเลย
จึงนับว่าทั้งสองเรื่องมีกลวิธีการแต่งที่น่าสนใจ สอดคล้องกับจุดประสงค์ของผู้แต่งที่ตั้งใจนำเสนออุดมการณ์การเมืองที่ลึกซึ้ง ซึ่งอาจช่วยประเทศจากเงื้อมมือของเผด็จการและความรุนแรงภายในและนอกประเทศได้อย่างยั่งยืน ในอนาคต
หากจะมีที่ติก็คงเป็นตรงที่ว่า การนำเสนอประวัติศาสตร์ประเทศจีน ของตัวละครต่าง ๆ ในเรื่อง ยืดยาวเกินกว่าจะเป็นคำบอกเล่าของคนปกติเท่านั้น ซึ่งหากไม่คาดหวังถึงความสมจริงและการโต้ตอบที่กระชับฉับไวแบบโพสต์โมเดิร์น ก็ไม่น่านับว่าเป็นอุปสรรคในการอ่านแต่อย่างใด

![[SHOWCASE] ๑ [หนึ่ง] ภาษาไทย](https://static.wixstatic.com/media/50b663_db10d48f62c94ef7acfda76c807f5783.jpg/v1/fill/w_980,h_1387,al_c,q_85,usm_0.66_1.00_0.01,enc_avif,quality_auto/50b663_db10d48f62c94ef7acfda76c807f5783.jpg)
![[SHOWCASE] ๑ [หนึ่ง] ภาษาอังกฤษ](https://static.wixstatic.com/media/50b663_5b98240d217848daa8b7d82213227e11.jpg/v1/fill/w_980,h_1387,al_c,q_85,usm_0.66_1.00_0.01,enc_avif,quality_auto/50b663_5b98240d217848daa8b7d82213227e11.jpg)
Comments