top of page

The Kirishima Thing (2012)

Musik
Mar 21, 2016
1 min read

หากดูผิวเผิน The Kirishima Thing (2012)อาจเป็นหนังว่าด้วยความสัมพันธ์ของวัยรุ่นในโรงเรียนที่มีอยู่ดาดดื่น จากพล็อตเรื่องที่แทบไม่มีอะไร เริ่มด้วยการหายตัวไปของ คิริชิม่า เด็กหนุ่มสุดป๊อบผู้เป็นดาวรุ่งชมรมวอลเล่ย์บอล สร้างความปั่นป่วนให้กับผองเพื่อนเนื่องจากเขาไม่ได้บอกกล่าวกับใครไว้ล่วงหน้าเลย ไม่มีใครรู้เหตุผลแม้แต่เพื่อนสนิทที่สุดอย่าง ฮิโรกิ (Masahiro Higashide) หรือแฟนสาวดาวโรงเรียน อย่าง ริสะ (Mizuki Yamamoto)

เหมือนเรื่องจะเกี่ยวกับคนที่ชื่อ คิริชิม่า ทว่าหนังไม่ได้พาเรา ออกตามหา คิริชิม่า แม้จะมีชื่อเรื่องว่า The Kirishima Thing แต่ทั้งหมดที่เรารู้เกี่ยวกับเขาจนจบเรื่องคือ “เขาลาออกจากชมรมวอลเล่บอลแล้ว” ทั้งที่เขากำลังเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงอนาคตไกล แล้วอะไรคือสาเหตุให้เขาลาออกจากชมรม... เราก็ไม่รู้อีกเช่นกัน เราไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่าสิ่งที่ตัวละครในเรื่องรู้เลย เนื่องจากหนังไม่ได้พาเราไปรู้จักโลกนอกโรงเรียน ไม่รู้ว่าครอบครัวคิริชิม่าคือใคร มีปัญหาอะไร หรือเรื่องราวความสัมพันธ์ในอดีตของคิริชิม่ากับเพื่อนๆ มีปัญหาอะไร ทำให้ตลอดการรับชมเรามีสภาวะงุนงงไม่ต่างจาก คนรอบตัวของคิริชิม่า

ตัวหนังใช้เทคนิคการเล่าที่ชวนงุนงงไม่แพ้กัน คือการเล่าเหตุการณ์เรียงตามวัน เริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่คิริชิม่าหายตัวไป จนถึงวันอังคาร ทว่าวันศุกร์อาจเล่ายาวไปเกือบสี่สิบนาทีตัดเปลี่ยนมุมมองของเรื่องไปตามตัวละครต่างๆ ในขณะที่วันเสาร์ใช้เวลาเล่าแค่ไม่กี่นาที

แล้วจริงๆ The Kirishima Thing เกี่ยวกับอะไร? จากการที่คิริชิม่าหายตัวไป หนังทำให้เราเห็นว่ามันสร้างผลกระทบกับผู้คนรอบตัวคิริชิม่า ราวกับระลอกคลื่นที่ค่อยๆแผ่กว้าง แม้แต่คนที่ดูไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยกับเขาอย่าง เรียวยะ (Ryunosuke Kamiki) และ ทาเกะฟุมิ (Tomoya Maeno) สองหนุ่มเนิร์ดไร้ตัวตนแห่งชมรมภาพยนตร์ ก็ได้รับแรงสั่นสะเทือนนั้นอย่างคาดไม่ถึง จนสุดท้ายมันนำพาให้เกิดการปะทะกันระหว่างกลุ่มเด็กเนิร์ดที่กำลังสร้างภาพยนตร์ซอมบี้บุกโลกผู้ไปถ่ายที่ไหนก็ถูกเขารบกวนอย่างไม่แยแส กับ กลุ่มนักกีฬาและนักเรียนหน้าตาดี ที่กำลังปั่นป่วนจากการหายตัวไปของคิริชิม่า กลายเป็นฉากไคลแมกซ์ที่หฤหรรษ์และสร้างสรรค์ จนน่าจดจำ

แต่หากผู้ชมสามารถเก็บความหมายระหว่างบรรทัดที่หนังซุกซ่อนไว้ระหว่างทางเรื่อยมา ก็จะเข้าใจได้ว่าการปะทะกันนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความบาดหมางส่วนตัว หรือ เกี่ยวกับคิริชิม่าแต่อย่างใด แต่มันคือการปะทะกันระหว่างชนชั้นในโรงเรียน ที่ชนชั้นล่างอันได้แก่เด็กเนิร์ดผู้ยอมจำนนต่อระบบอันเอนเอียงของโรงเรียน ลุกฮือขึ้นมาต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิของพวกเขา ดังประโยคหนึ่งในหนังซอมบี้ที่พวกเขากำลังสร้างกล่าวว่า “เราต้องต่อสู้เพื่อโลกนี้ เพราะเราไม่มีทางเลือก เราต้องอยู่บนโลกนี้ต่อไป”

สิ่งที่เข้ามามีบทบาทในการกำหนดตัวตนของเหล่านักเรียนในเรื่องอย่างมากคือ “ชมรม” จะเห็นได้ว่าตัวละครหลักในเรื่องแทบทุกคนมีสังกัดกันทั้งนั้น และมันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการแบ่งแยกชนชั้น จากคนที่มีความสามารถและไม่มีความสามารถ และหากมีความสามารถที่เป็นที่นิยม ก็จะได้เป็นคนชั้นสูงของโรงเรียน

แต่ก็มีอีกจำพวกคือพวกหน้าตาดีแม้ทำตัวลอยไปลอยมาแต่ก็ยังได้รับความนิยม นั่นก็คือ กลุ่มเพื่อนของคิริชิม่า ที่มักเล่นบาสรอเขาเลิกซ้อมวอลเล่ ทว่าเมื่อคิริชิม่าลาออกจากชมรมและหายตัวไป จึงเกิดการตั้งคำถามว่าเราจะยังเล่นบาสอยู่เพื่ออะไร หนึ่งในนั้นบอกว่าถ้าชอบเราก็เล่นต่อไปก็ได้นี่ แต่อีกคนกลับบอกว่าถ้าชอบเล่นทำไมไม่ไปเข้าชมรม ซึ่งทัศนคติของพวกเขาทั้งสามที่มีต่อชมรมคือการทุ่มเทที่เสียเวลาเปล่า อันเห็นได้จากบทสนาทำนองว่า ถ้าเข้าชมรมก็หมดแรงหมดเวลาไปเที่ยวกับแฟนแล้ว

ฮิโรกิหนึ่งในกลุ่มสามคนนั้นอาจเป็นคนที่ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้มากที่สุด เขาเป็นคนที่เล่นอะไรก็เก่ง แม้ครั้งหนึ่งเคยอยู่ชมรมเบสบอล แต่ก็ไม่คิดจะกลับไปเข้าชมรมแม้ว่าจะถูกหัวหน้าชมรมมาชวนให้เข้าร่วมแข่งขันอยู่เสมอ เขาเห็นหัวหน้าชมรมคนนี้ซ้อมเบสบอลอย่างหนัก ทำให้เริ่มกลับมาคิดถึงความต้องการของตัวเองในอนาคต (และเพราะเขาต้องตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับการวางแผนชีวิตในอนาคตที่แจกในคาบเรียนด้วย) แต่ก็ยิ่งหาคำตอบไม่ได้

ไม่ต่างอะไรกับเรียวยะ ผู้ทุ่มเทให้กับการทำหนังซอมบี้อย่างจริงจัง เขากลับตอบคำถามไม่ได้ว่าอนาคตเขาจะเป็นผู้กำกับหนังหรือไม่ ตอนนี้เขาเพียงแค่อยากทำสิ่งที่เขารักเท่านั้น และรุ่นพี่ชมรมเบสบอลแม้ว่ายังไม่มีแมวมองที่ไหนชวนเขาไปเป็นนักกีฬาอาชีพทั้งๆที่อยู่ ปี 3 แล้ว เขาก็หมั่นฝึกซ้อมอย่างจริงจังสม่ำเสมอ

The Kirishima Thing จึงสะท้อนให้เห็นภาวะสับสนงุงงในอนาคตของเด็กวัยรุ่น หลายคนอาจเจอสิ่งที่ตัวเองชอบตั้งแต่เนิ่นๆ และทุ่มเทกับมันผ่านชมรม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขามีความมั่นใจที่จะยึดมันไปสู่การเป็นอาชีพในอนาคต หลายคนค้นหาไม่เจอว่าตัวเองชอบอะไร ได้แต่คิดถึงเรื่องสนุกสนานไปวันๆ ในขณะที่บางคนมีความสามารถแต่ขาดความมุ่งมั่นทุ่มเทไปในทางใดทางหนึ่งจนมีความรู้สึกเคว้งคว้างไม่ต่างกัน

นอกจากนี้ยังมีประเด็นย่อยของพล็อตรองทั้งเรื่อง การพยายามเป็นคนที่เก่งกาจ แต่ไร้พรสวรรค์ การแอบรัก ซึ่งปรากฏอยู่หลายคู่แต่ก็จบแบบค้างคา รู้สึกว่าหนังนำเสนอเรื่องนี้อย่างครึ่งๆกลางๆ นั่นอาจเป็นผลมาจากการที่พยายามใส่ประเด็นหลายอย่างมากเกินไป และมันส่งผลไปสู่บทสรุปทำให้ไม่เคลียร์เท่าที่ควรเพราะถูกประเด็นอื่นๆเบี่ยงเบนความสนใจอยู่ตลอดๆ

หลายคนบอกว่าดูเรื่องนี้รอบแรกไม่รู้เรื่อง หนังเรื่องนี้ต้องการสมาธิในการดูค่อนข้างมากเพราะมันเล่าตัดไปตัดมาและเป็นบทพูดเสียส่วนใหญ่แถมแทบไม่ใช่ดนตรีประกอบเลย ประเด็นที่หนังสื่อสารก็มักจะซ่อนอยู่ในคำพูดและการกระทำของตัวละคร ทำให้ถ้าเราย้อนกลับมาดูอีกครั้งอาจเพิ่งสังเกตสิ่งที่มองข้ามไปในตอนแรก มุมมองการถ่ายภาพและตัดต่อจับที่ตัวละครเป็นส่วนใหญ่เพื่อเล่าเรื่องว่าพวกเขาทำอะไร รู้สึกยังไง มีปฏิกิริยาอย่างไร

สรุปแล้ว The Kirishima Thing โดดเด่นด้านวิธีการเล่าเรื่อง สะท้อนสังคมและสภาวะสับสนมึนงงของตัวละครในช่วงวัยรุ่นได้อย่างสมจริง ส่องให้เห็นกำแพงล่องหนที่ซ่อนเร้นอยู่ในความซับซ้อนของชีวิต ทว่ามีประเด็นเยอะแยะมากจนทำให้สับสนได้ง่าย ส่งผลให้บทสรุปยังไม่เฉียบขาด

Comments


© 2023 by The Book Lover. Proudly created with Wix.com

  • Facebook B&W
  • Twitter B&W
  • Google+ B&W
bottom of page