แวมไพร์เกาหลีไม่ได้มีดีแค่ THIRST
Updated: Jul 15, 2021
แวมไพร์เกาหลีไม่ได้มีดีแค่ THIRST

นับเป็นครั้งแรกที่ฉันได้ดูหนังของ ปาร์ค ชาน วุค ผู้กำกับชาวเกาหลี ซึ่งก่อนหน้านั้นได้สร้างหนังไตรภาคชื่อดังอย่าง The Sympathy of Mr. Vengeance Old Boy และLady Vengeance จากที่ได้ลองอ่านเนื้อหาดูแล้วออกจะเป็นหนังแนว โหดๆ ดาร์คๆ เข้ากันดีกับหนังเรื่อง Thirst ที่เพิ่งได้รับรางวัลที่สามจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ไปในปีนี้
แม้จะคาดไว้แล้วจากชื่อเรื่องและเทรลเลอร์ว่าภาพยนตร์ที่ฉันกำลังจะไปชม ต้องมีฉากเรท อีโรติคอยู่บ้างตามอัตภาพ
แต่พอได้ลองเข้าจริงๆ หันกลับไปดูชื่อหนังตัวเป้งบนโปสเตอร์ “Thirst” ก็พะยี่ห้อหนังไว้ชัดแจ้งแล้วว่า คาว...คาวทั้งเลือด ทั้งโลกีย์
และที่ไม่พูดถึงไม่ได้ ย่อมต้องเป็นฉากเรตซึ่งทุกคนที่นั่งดูหนังรอบนั้นกล่าวขวัญถึงว่า มาบ่อยเสียจนแต่เดิมที่ตกใจไหวหวั่น กลับกลายเป็นชินชาไปเลยหลังหนังจบ แม้จะต้องชมนักแสดงว่า ลงทุนมากเหลือเกินกับหนังที่ติดเรตตลอดม้วนอย่างนี้ (โดยเฉพาะ อ๊ก วิน คิม นางเอกของเรื่องเป็นประเด็นถกเถียงกันในหมู่ผู้ชมว่าเล่นจริงหรือเปล่า!?)
แต่ประเด็นสำคัญของเรื่อง ไม่ใช่ลีลาบนเตียงหรือการแสดงความรักวิปริต
อย่างฉากอมมืออมเท้ากันนัวเนียของบาทหลวง ซาง เฮียน กับ ชู้รัก ที่ใครหลายคนยังคงติดตา
มองลึกลงไปแล้ว ปาร์ค ชาน วุค ได้ปรุงความคิดล้ำลึก ผสมความรู้สึกที่ละเอียดอ่อน ไว้ในเรื่องเลือดสาดที่อบอวลไอโรแมนติก และมุขตลกไว้ลงตัวอย่างน่าประหลาด
เริ่มจากการดำเนินเรื่อง และภาพในฉากต่างๆ Thirst มีการวางพล็อตที่ดึงดูดความสนใจได้ดีเยี่ยม ตั้งแต่ฉากเปิดที่สยองตั้งแต่ต้นเรื่อง พระเอกป่วยหนักกระอักเลือดพุ่งออกทางขลุ่ยที่กำลังผิวอยู่ราวกับน้ำทะลักออกจากฝักบัวก็ไม่ปาน
ฉันมาเลตไปเดียว ยังไม่ทันได้วางของจองที่นั่ง พระเอกก็ม่องเท่งไปเสียแล้ว ทำเอาตกอกตกใจว่าตัวเองมาช้าไปเดี๋ยวเดียว
หนังมันไปถึงไหนต่อไหนกันแล้วเนี่ย ถามคนข้าง ๆ เขาก็บอกว่าไม่รู้เหมือนกัน สภาพการณ์อย่างนี้ ท่าจะเป็นหนังแอบเสิร์ดอีกแน่ ทว่า เรื่อง Thirst ไม่ได้เข้าใจยากอย่างที่คิด
เริ่มเรื่องเนื้อหาดูจะยังเบา ๆ อยู่ แต่กลางเรื่อง ตั้งแต่ที่พระเอกเข้าใจว่านางเอกถูกสามีทำร้าย จึงร่วมกันวางแผนฆาตรกรรม หนังก็ปรับเข้าโหมดดราม่า เนื้อหาหนัก ซับซ้อนและโรคจิตยิ่งขึ้น
พระเอกกับนางเอกที่ฆ่าคนต้องรู้สึกผิดและหวาดระแวง เห็นภาพหลอนของคนที่ตนฆ่าไปตลอด ทุกที่ทุกเวลา
ช่วงนี้เองที่หนังให้ตัวละครถกเถียงระหว่างสิ่งดีและเลว ความเชื่อ แสดงให้ผู้ชมเห็นถึงปัญหา ความทุกข์ทรมานที่ตามมาหลังจากปล่อยความอยากกระหายเป็นอิสระ เมื่อพระเอกรู้ว่าได้ฆ่าสามีนางเอกซึ่งไม่มีความผิดอะไรไป เขาก็ต้องทนทรมานกับความรู้สึกผิด และถึงกับพลั้งมือฆ่านางเอกตาย ถึงช่วงนี้เนื้อหาจะเครียดบีบใจผู้ชม แต่ก็ยังมิวายมีซีนตลกโผล่มา
ฉากตลกเรื่องนี้มีสเน่ห์ตรงความเรียบง่าย บางฉากที่คนฮาทั้งห้องไม่ต้องมีบทพูดตลก ๆ เสียด้วยซ้ำ เช่น ฉากที่ผีสามีเก่านางเอก โผล่ไปทุกทีแม้ตอนที่พระเอกนางเอกมีอะไรกัน พี่ท่านก็ยังอุตส่าห์ไปแอบอิงอยู่ระหว่างกลางเสียได้ แถมยังยิ้มหวานอีกต่างหาก
หรืออย่างมุกตลกร้ายเกี่ยวกับแม่ของนางเอก ซึ่งรู้ความจริงทุกอย่างในบ้านแต่เป็นอัมพาต ทำได้แค่พยายามขยิบตาบอกใบ้ความลับดำมืดให้คนอื่นได้รู้ด้วย
การสร้างตัวละครก็นับว่าน่าสนใจและจับคู่ได้ลงตัวที่สุด
พระเอกเป็นนักบวชที่มีเมตตาขนาดอุทิศตนเพื่อการทดลองวัคซีน
แต่ความหวังดีนั้นกลับก่อผลร้ายแก่ตัวเขาเอง ราวกับพระเจ้าไม่มีตา หรือแม้แต่ไม่มีตัวตน
มนุษย์ต่างหากคือผู้รังสรรค์ตัวจริง
และหนังก็พยายามสะท้อนความคิดนี้มาตลอดตั้งแต่เริ่มเรื่อง
ในฉากที่พระเอกถูกมัดไว้กับเสากางเขนที่รายล้อมด้วยผู้ป่วยผู้ศรัทธา แสดงถึงการโหยหาความหวังของมนุษย์
ซึ่งคนที่เติมเต็มความกระหายนั้น ไม่ใช่พระเจ้า แต่เป็นพระเอกหรือก็คือคนด้วยกันเอง
แม้แต่บาทหลวงรุ่นพี่ที่คอยบริจาคเลือดให้พระเอกก็ยังกระหายความเป็นอมตะ ยอมทิ้งศาสนา ไปเข้าพวกกับแวมไพร์ซึ่งในความเชื่อเป็นศัตรูของพระเจ้า
พระเอกที่ศรัทธาในศาสนาเองก็ยังถูกความรักอันลึกซึ้งพาเดินไปสู่การคบชู้ และ ฆาตกรรม
การที่พระเอกเป็นทั้งแวมไพร์และนักบวชในเวลาเดียวกันทำให้พระเอกไม่กลัวไม้กางเขน หรือการที่พระเอกกินข้าวกับกิมจิ ซึ่งมีส่วนผสมของกระเทียมได้ ยิ่งตอกย้ำคำพูดของนางเอก ว่าความเชื่อทั้งหลายเป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์อุปโลกน์ขึ้นเองเพื่อขังตัวเองไว้ในกรอบของมัน
เมื่อพระเอกแสดงออกว่ารู้สึกผิดที่ลอบเป็นชู้กับเมียเพื่อน และบอกว่าทั้งคู่จะต้องลงนรกเพราะบาปครั้งนี้แน่
นางเอกก็ได้พูดประโยคหนึ่งที่ดูไร้เดียงสา และเสียดสีศาสนาอย่างแนบเนียน ว่า “ฉันไม่มีความเชื่อ ฉันไม่ตกนรกหรอก”
ไม่มีความเชื่ออะไรเลยที่จะขังความกระหายของเธอได้
คนที่ถูกละเลยทอดทิ้ง ไร้ที่พึ่งอย่างเธอมองโลกอย่างที่มันเป็นว่า ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดย่อมมีสิทธิชี้เป็นชี้ตาย
ดังนั้นเมื่อเธอเป็นแวมไพร์ มีสถานะเป็นผู้ล่าแล้วจึงไม่จำเป็นต้องปรานีมนุษย์ที่เป็นเหยื่อแต่อย่างใด
เธอฆ่าได้หมดแม้กระทั่งครอบครัวที่เลี้ยงเธอมา
เพราะสำหรับเธอแล้วคนพวกนี้ก็หาประโยชน์จากเธอในยามที่เธออ่อนแอกว่าเหมือนกัน
ความรักระหว่างนักบวชผู้มีความเชื่อมาฉุดรั้งความกระหาย กับ นางเอกซึ่งไม่มีจริตปิดบังความปรารถนาของตนเอง
เมื่อมาอยู่คู่กันจึงดูเหมาะสมและเติมเต็มกันและกัน ทำให้หนังมีมิติ ลึกซึ้งขึ้น
อนึ่ง ผู้เขียนต้องขอชื่นชมบทภาพยนตร์และนักแสดงเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ เพราะเรื่องที่เต็มไปด้วยอารมณ์ การต่อสู้กับแรงปรารถนา และความสับสนในการแยกแยะถูกผิดนี้ นักแสดงสามารถสื่อความรู้สึก มุมมอง ความคิดของตัวละครออกมาได้ชัดเจนสมจริง ไม่เสแสร้ง เสริมพลังให้บทพูดที่กระชับ มีความหมายอยู่แล้ว จับใจคนดูมากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นฉากเล่นไพ่นกกระจอก ที่พระเอกลอบมองนางเอกซึ่งถูกแม่สามีโขกสับ
แม้จะไม่แสดงออก เพียงแค่สายตาของพระเอกสื่อถึงความห่วงใย ขณะเดียวกัน นางเอกเมื่อเห็นพระเอกห่วง ก็มีสีหน้าอ่อนโยนขึ้น บ่งบอกความประทับใจ และซาบซึ้งที่มีคนคนหนึ่งสนใจสารทุกข์ของตนเองบ้าง จากนั้นนางเอกจึงถามขึ้นมาว่าพระเอกจะต้องไปโรงพยาบาลวันไหนบ้าง บทพูดเรื่องนี้มีไม่มาก ไม่พร่ำเพ้อพรรณนา แต่ผสมกลมกลืนกับการแสดงท่าที ได้อย่างลงตัว
สำหรับผู้เขียนแล้ว Thirst นับเป็นภาพยนตร์ที่สื่อสารกับผู้ชมได้ดีมาก ในแง่ของความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งสยดสยอง ตกใจ ซาบซึ้ง โรแมนติก และตลก ผู้กำกับผสมทุกอย่างลงไปได้อย่างไม่ขาดไม่เกิน ตัวละครมีความละเอียดอ่อน และยิ่งประกอบกับนักแสดงที่มีความสามารถแล้ว เรื่องยิ่งลื่นไหลไม่ติดขัด ภาพในหนังก็สื่อความหมายได้ดีและสวยงามมีศิลปะ
แม้ผู้เขียนจะเสียดายว่าปมเรื่องนี้ยังดูอ่อนไป และเนื้อหาไม่ค่อยแปลกใหม่เท่าที่ควร แต่ด้วยส่วนผสมชั้นยอดนั้น ทำให้ผู้เขียนต้องมองข้ามจุดอ่อนข้อนั้นไป และตั้งตาดูต่อจนจบเรื่องอย่างใจจดใจจ่อ....
------------------
บทความนี้เป็นการบ้าน ส่งงานวิชา Intro drama คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ




Comments