Hannibal : สงครามจิตแพทย์
Hannibal : สงครามจิตแพทย์
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Starpics ฉบับ 852 April 2015

ใคร ๆ ก็จำฮันนิบาลในฐานะที่ปรึกษาตัวอันตรายของ FBI ที่มาพร้อมตะกร้อครอบปากกับชุดหมีสีขาวได้ แต่ชีวิตและผลงานอันบรรเจิดของเขาขณะที่ยังโลดแล่นและโรจน์รุ่งบนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ Tattle Crime กลับไม่เคยถูกเน้นให้สมศักดิ์ศรีเท่าไหร่นัก จนกระทั่งไบรอัน ฟูลเลอร์ โปรดิวเซอร์และผู้กำกับหนุ่มใหญ่ เจ้าของผลงานสายดราม่า-คอมเมดี้ อย่าง Dead Like Me (2003-2004) และ Pushing Daisies (2007-2009) ตัดสินใจหยิบยกพิษสงของหมอโรคจิตคนนี้มาตีแผ่เป็นครั้งแรก ในซีรีส์จิตหลอนซ่อนเงื่อนเรื่อง Hannibal (2013-ปัจจุบัน) ที่พร้อมท้าทายทุกเส้นแบ่งของความบ้าและสามัญสำนึก!
ย้อนรอยตำนานเลือด
ในนวนิยาย Red Dragon (1981) โทมัส แฮริสัน เขียนให้ฮันนิบาลถูกจนท. วิล เกรแฮมจับขังสถานบำบัดบัลติมอร์ตั้งแต่ยังไม่เริ่มบทหนึ่ง ก่อนจะได้รับการไหว้วานให้ช่วยสืบหาฆาตกรต่อเนื่องนาม เดอะ ทูธ แฟร์รี่ ในภาค 2 เรื่อง The Silence of the Lambs (1988) ฮันนิบาลรับหน้าที่ที่ปรึกษา FBI อีกครั้งในคดี บัฟฟาโล่ บิล ขณะที่หนังสือภาคสาม Hannibal (1999) เล่าถึงการตามล่าฮันนิบาลที่หลบหนีไปได้ในตอนที่แล้วและแผนล้างแค้นของเมสัน เวอร์เจอร์ อดีตเหยื่อผู้รอดชีวิต และนิยายภาคสุดท้าย The Hannibal Rising (2006) จบตำนานด้วยการพาผู้อ่านย้อนสู่จุดกำเนิดแห่งความวิปลาสที่ก่อตัวเมื่อครั้งฮันนิบาลยังเด็ก
ขณะที่ภาพยนตร์เวอร์ชั่นก่อน ๆ เลือกเล่าเรื่องตามนวนิยาย ซีรีส์ Hannibal ของไบรอันกลับพาตัวละครทั้งหมดข้ามสู่รัฐเวอร์จิเนียยุคปัจจุบันเพื่อเชื่อมเรื่องราวจากภาค 4 และภาค 1 ให้ครบสมบูรณ์ (แม้เส้นเวลาจะห่างกันหลายปีก็ตาม) นับตั้งแต่การพบกันของฮันนิบาลและวิลไป จนถึงการเผชิญหน้าครั้งสุดท้าย
“เราได้มาเห็นเขาก็ตอนถูกคุมขังแล้ว เลยได้รู้ว่าเขาทำตัวอย่างไร มีแรงขับอะไร ในฐานะหมาป่าเดียวดายที่ถูกจับขังเพราะละเมิดกฎของสังคม” ไบรอันให้สัมภาษณ์ถึงแรงบันดาลใจในการสร้างซีรีส์ Hannibal “ที่เราไม่ได้เห็นก็คือตอนที่เขาอยู่ข้างนอก ทำหน้าที่จิตแพทย์และกินคนไปด้วย การได้เห็นเขาในช่วงชีวิตที่น่าตื่นเต้นที่สุด จนกระทั่งถึงตอนที่ถูกจับ นั่นเป็นสิ่งที่ผมสนใจมาก ๆ ครับ”
ในวังวนคน (โรค) จิต
: “Here we are--a bunch of psychopaths helping each other out”
--- เฟรดดี้ เลานด์ส Ep. Entrée

วิล เกรแฮม
รับบทโดย ฮิวจ์ แดนซี
งานอดิเรก: เครียด / เก็บหมามาเลี้ยง / เห็นภาพหลอนของกวางดำและปีศาจเขากวาง

หากจะมีมนุษย์หน้าไหนที่คนอย่างฮันนิบาลแคร์ หนึ่งในนั้นคงเป็น วิล เกรแฮม โปรไฟล์เลอร์หนุ่มผู้สามารถ “คิด” แบบคนร้ายและจินตนาการฉากการ “ฆ่า” ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แม้จะสอบตกการประเมินทางจิตของ FBI แต่สุดท้าย หน่วยวิเคราะห์พฤติกรรมศาสตร์ (BAU) ก็จำต้องเรียกใช้พรสรรค์ของเขาเพื่อตามล่าฆาตกรในคดี มินิโซต้า ไชรค์ ที่จับมือใครดมไม่ได้มานาน
และเพื่อการันตีสภาพจิตวิลว่าพร้อมสำหรับภาคสนาม ดร. เลคเตอร์ นักจิตแพทย์มาดเนี้ยบจึงได้รับการว่าจ้างให้มาประเมินและ “ดูแล” สุขภาพจิตของเขาตลอดการทำงาน แต่ความสนใจที่เลคเตอร์มีต่อวิล
กลับทำให้เขากระทำการเกินหน้าที่ไปไกล จนคนดูเห็นแล้วต้องร้องเป็นเสียงเดียวกันว่า “Somebody Please… Save Will Graham” (ใครก็ได้... ช่วยวิลที)

ดร. ฮันนิบาล เลคเตอร์
รับบทโดย แมด มิคเกลเซ่น
งานอดิเรก: “หา”อาหาร / ทำอาหาร / จัดงานเลี้ยง / ดึ่มด่ำกับศิลปะ / เพาะเลี้ยงฆาตกร / อ่าน Tattle Crime.com
สุภาพบุรุษจิตแพทย์มาดนิ่ง เสียงนุ่ม จากยุโรปตะวันออก ผู้คลั่งไคล้การทำอาหารและศิลปศาสตร์คลาสสิค ฉากหน้าเขาคือที่ปรึกษาที่ทุกคนเคารพยกย่อง แต่เบื้องหลังหน้ากากอันสวยหรู ดร.ฮันนิบาลก็คือ เชสซิพีค ริปเปอร์ ฆาตกรที่ไล่เชือดเอาอวัยวะจากพวกมนุษย์หยาบคายมาทำกับข้าวและบ่มคนไข้ให้เป็นฆาตกรเพียงเพื่อจะได้ชื่นชมผลงานของพวกเขาในภายหลัง
แต่เมื่อได้พบกับวิล เป้าหมายในชีวิตฮันนิบาลก็เปลี่ยนไป
เขาลอกเลียนแบบผลงานของฆาตกรที่วิลต้องการตัวหลายคดีเพื่อบอกใบ้เจตนาคนร้า
ยให้วิลรู้ (ซึ่งทำให้เขาได้อีกฉายาว่า The Copy Cat Killer) ตลอดเรื่อง ฮันนิบาลวุ่นวายอยู่กับแผนการกันวิลออกจากสังคมด้วยการปลุกปั่น ยุแยง วางยา สะกดจิต และอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อที่วิลจะได้หันมาเป็นเพื่อนกิน(คน)และเพื่อนฆ่าของเขาในที่สุด
Mad’s psychoanalysis on Hannibal: ฮันนิบาลก็เหมือนเทวดาตกสวรรค์น่ะครับ
เขาเห็นว่า ชีวิตสวยงามที่สุดตอนที่มันใกล้ดับสลาย ฟังดูเหมือนมีซาตานน้อย ๆ อยู่ในตัวใช่มั้ยล่ะ ...เขาทำสิ่งต่าง ๆ ลงไปเพราะเห็นว่ามันงดงาม ไม่ได้มีเหตุผลอะไรอื่น เห็นได้ชัดว่านี่เป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดเกี่ยวกับฮันนิบาล แล้วก็น่าเศร้ามากด้วย

แจ็ค ครอว์ฟอร์ด
รับบทโดย ลอว์เรนซ์ ฟิชเบิร์น
งานอดิเรก: กินข้าวบ้านฮันนิบาล / ปรึกษาปัญหาชีวิตคู่กับฮันนิบาล / โดนฮันนิบาลปั่นหัวเล่น
เหมือนจะมีบทอยู่สองสามอย่างคือ รักเมีย ทำตัวดราม่า และฉลาดช้าเกินแกง
ถ้าเขาไม่ได้พยายามปกป้องวิล เกรแฮม ที่กำลังตกต่ำและเกือบตกอยู่ในอุ้งมือฮันนิบาลโดยสมบูรณ์แล้วล่ะก็ หัวหน้า BAU คนนี้ก็แทบไม่มีอะไรใกล้เคียงกับการเป็นผู้นำที่ดีเลย
แจ๊คไม่เคยตามเกมฮันนิบาลหรือฆาตกรคนไหนได้ทัน เพราะเขายึดมั่นในเหตุผลมาเกินไปจนลืมไปว่าตัวเองไม่ได้กำลังต่อสู้อยู่กับคนที่ใช้ตรรกะชุดเดียวกัน แจ๊คเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า คนเราถูกภาพลักษณ์และความคุ้นชินตบตาได้ง่ายเพียงใด
การกระทำของเขาและพวกระดับสูงใน FBI ยังเปิดประเด็นให้คนดูได้วิพากษ์ถึงความทะเยอทะยานของ “หัวหน้า” ที่กล้าบังคับบัญชาแต่ไม่กล้ารับผิดชอบ--- จิตใจแบบนี้มิใช่หรือ คืออันตรายที่แท้จริง

อบิเกล ฮอบบ์
รับบทโดย เคซี่ โรล
กับจนท.วิล อบิเกลเป็นทั้งความฝันและตราบาป แต่สำหรับแผนการเผด็จศึกวิล เกรแฮมของฮันนิบาลแล้ว เธอคือไพ่ตาย อบิเกลเป็นลูกสาวของแกร์เร็ต เจค็อบ ฮอบบ์ ฆาตกรต่อเนื่องฉายา มินิโซต้า ไชรค์ ที่คร่าชีวิตเด็กสาวไปมากมาย โชคดีที่วิลโผล่มาฆ่าแกร์เร็ตได้ทันเวลา อบิเกลจึงรอดตายจากคมมีดของพ่ออย่างหวุดหวิด
ทั้งวิลและฮันนิบาลต่างก็รักใคร่เอ็นดูในความเฉลียวฉลาด ที่มาคู่กับบุคลิกสุขุม โตเกินตัวของเธอและยินดีรับเลี้ยงอบิเกลอย่างเต็มใจ แต่แล้วเหตุการณ์กลับพลิกผัน เมื่อเด็กสาวหายตัวไปอย่างลึกลับ และต่อมาไม่นานนัก วิลซึ่งเริ่มมีอาการทางจิตก็
“สำรอก” ชิ้นส่วนเดียวที่เหลืออยู่ของเธอออกมา!

เฟรดดี้ เลานด์ส
รับบทโดย ลาร่า ฌอน โคโรสเตกี้
“ทุกคนเลือกฟังความจริงที่ตัวเองอยากจะเชื่อ”
เหยี่ยวข่าวเจ้าของบทความอาชญากรรมท้องถิ่นใน Tattle crime.com ผู้นี้กล้าและบ้าพอจะทำทุกสิ่งเพื่อให้ได้สกู๊ป “จริงเหนือจริง” ยิ่งกว่าใคร
เธอคือผู้เชี่ยวชาญด้านการดอดเข้าไปในที่เกิดเหตุเพื่อเก็บภาพเอ็กซ์คลูซีฟ ปลอมตัวเพื่อล้วงข้อมูล ดักฟังบทสนทนา และอีกสารพัดวิชามาร
แม้เฟรดดี้จะสงสัยมาตลอดว่าวิลนั่นแหละ เชสซิพีค ริปเปอร์ ตัวจริง แต่เธอก็ยืดหยุ่นกับข้อเท็จจริงใหม่ ๆ และปรับตัวปรับใจให้ยอมรับความจริงได้ในทุกรูปแบบ
บอกได้ยากว่าเฟรดดี้แยกความจริงจากการนั่งเทียนออกไหม แต่ที่แน่ ๆ ฮันนิบาลติดบทความของเธองอมแงมเชียวล่ะ

เฟรดดี เวอร์ชั่นก่อนโดนไบรอัน ฟูลเลอร์จับเฉาะ>>>

ดร. อลาน่า บลูม
รับบทโดย แคโรไลน์ ดาเวอร์นาส
หนึ่งในรักสามเส้าชาวจิตแพทย์ “วิล-อลาน่า-ฮันนิบาล” ดร.อลาน่า บลูมเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่ถูกไบรอัน ฟูลเลอร์จับแปลงเพศเป็นหญิง (นอกเหนือไปจากเฟรดดี้ เลานด์ส--- รายนั้นเคยรับบทโดย ฟิลลิป ซีมัวร์ ฮอฟแมนซะด้วยซ้ำ)
จากดร.อลัน บลูม จิตแพทย์ร่างท้วม ใจซื่อมือสะอาด กลายมาเป็นอาจารย์สาวสวยประจำสาขาจิตวิทยาที่ BAU ซึ่งยังคงความอ่อนโยนและมาตรฐานจริยธรรมไว้ตรงตามต้นฉบับเป๊ะ ๆ แต่ในซีรีส์นี้
เธอเป็นทั้งลูกศิษย์และคนรักของฮันนิบาล ทำให้วิลกลัวแทบบ้าเพราะไม่ว่าเขาจะพยายามกีดกันความรักของเธอแค่ไหน กว่าอลาน่าจะรับฟังคำเตือนและอ่านเกมวิปริตของคนรักเธอได้ มันก็อาจจะสายเกินไปเสียแล้ว

ดร. เฟรดเดอริก ชิลตัน
รับบทโดย ราอุล เอสปาซ่า
เทคนิคผิดจริยธรรมที่ฮันนิบาลนำมาใช้กับวิลล้วนมาจากเขาคนนี้--- ดร.ชิลตัน จิตแพทย์ศีลเสื่อมผู้ทะเยอทะยานและบ้าอำนาจ
ชิลตันอาจไม่ได้ฆ่าใครตาย แต่คนไข้ที่เขาใช้ทดลองนั้นสภาพเป็นหรือตายก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน ความหมกมุ่นใน เชสซิพีค ริปเปอร์ ของชิลตันนั้นเรียกได้ว่าไม่แพ้จนท. BAU หรือนักหนังสือพิมพ์หน้าไหน แม้จะสงสัยคนผิดอยู่หลายครั้ง แต่ชิลตันก็เป็นคนแรก ๆ ที่เอะใจเรื่องฮันนิบาล ประมาณผีเห็นผีก็ว่า ชิลตันคอยช่วยชี้โพรงให้หน่วย BAU ตามจับฮันนิบาลจากที่ไกล ๆ เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายทำอะไรได้บ้าง --- แต่มีหรือที่เขาจะเล็ดลอดผ่านเงื้อมมือของฮันนิบาลไปได้
ตัวละครปริศนา


เบดีเลีย ดู มัวเรย์
รับบทโดย จิลเลียน แอนเดอร์สัน
เพื่อนร่วมงานและจิตแพทย์คนเดียวที่ฮันนิบาลยอมคุยเรื่องตัวเองด้วย (แน่นอนว่าส่วนสำคัญถูกกรองออกไปแล้วอย่างระมัดระวัง---ฮันนิบาลไม่ชอบโกหก อย่างมากก็แค่พูดไพล่ให้เข้าใจผิดเท่านั้น)
ตัวละคร เบดีเลีย มาจากนิยายเก่าแก่สายเฟมินิสต์ของนักเขียนหญิงชาวอเมริกัน วีร่า คาสปรี เรื่อง Bedelia (1945) เกี่ยวกับแม่ม้ายสาวที่ฆาตกรรมสามีไปเป็นเบือเพื่อเงินประกัน
เบดีเลียเยือกเย็นและหลักแหลมพอ ๆ กับฮันนิบาล
ผู้ป่วยที่เธอรับมาจากเขาเคยพยายามฆ่าเธอระหว่างการบำบัดแต่เบดีเลียก็รอดมาได้ (ด้วยการฆ่ามันก่อน) เธอยังเป็นหนึ่งในคนที่มองทะลุหน้ากากของดร.เลคเตอร์ และตีตัวออกห่างเขาได้ทันท่วงทีอีกด้วย
บทบาทของเบดีเลียยังฝ้ามัว มีปริศนาอีกมากเกี่ยวกับเธอที่รอการเปิดเผย
จุดกำเนิดคุณหมอนักฆ่า
หลายสิบปีที่ที่มาของฮันนิบาลถูกปิดเป็นความลับ ในที่สุด โทมัส แฮร์ริส ก็ยอมเปิดเผยแรงบันดาลใจของเขาเป็นครั้งแรก ในบทนำหนังสือ “The Silence of The Lambs” ฉบับครบรอบ 25 ปี
“ดร.ซัลลาซาร์ (นามสมมติ) เป็นชายร่างเล็ก ผมสีแดงเข้ม เขายืนได้สงบนิ่งมาก มีสง่าราศีทีเดียว” โทมัสย้อนนึก

นักข่าวแฮร์ริสวัยยี่สิบสามเดินทางมายังคุกเม็กซิโกเพื่อทำข่าว แต่นักโทษที่ตั้งใจมาหากลับกำลังบาดเจ็บหลังแหกคุกหนีโทษประหาร และคงตายไปแล้วหากไม่ได้ดร.คนหนึ่งช่วยไว้ โทมัสจึงตัดสินใจสัมภาษณ์เขาด้วย
“คุยกันได้สักพัก พัสดีก็พาผมเดินออกไป ผมขอบคุณเขาที่สละเวลา แล้วถามว่า ดร.ซัลลาซาร์ทำงานอยู่นี่นานรึยัง พัศดีหันขวับ ‘คุณครับ! นี่ไม่รู้หรือว่าหมอนั่นใคร?’ เขาร้อง ‘นั่นฆาตกรนะครับ เป็นหมอศัลย์ซะด้วย จะหั่นเหยื่อใส่กล่องเล็กแค่ไหนก็ได้ เขาจะไม่ได้ไปจากที่นี่หรอกครับ เขามันบ้า’”
คำบรรยายเกี่ยวกับหมอซัลลาซาร์ สอดคล้องกับเรื่องของแพทย์ฝึกหัดที่ชื่อ อัลเฟรโด บาลลี เทรวิโน่ ซึ่งได้ฆาตกรรมหมอ เฮซุส คาสติลโญ่ รันเคล คนรักหนุ่มของตนไปในช่วง 1960 แฟ้มคดีบันทึกไว้ว่า อัลเฟรโด้ใช้ผ้าอุดปากอุดจมูกผู้ตาย ฉีดยาให้หมดสติ แล้วลากเขาไปที่ห้องน้ำเพื่อปล่อยเลือดให้ไหลจนหมดตัว ก่อนจะหั่นศพเฮซุสเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยใส่กล่องใบเล็กแล้วขนกล่องไปฝังในเรือกสวนนอกเมือง
แต่ไม่นานคนงานก็มาพบและเรื่องก็แดงขึ้นมา

มีการสันนิษฐานว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้เกิดจากความหึงหวงบวกกับเรื่องเงินทองที่เฮซุสติดค้างอัลเฟรโดไว้
ระหว่างอยู่ในคุก อัลเฟรโด้ขึ้นชื่อเรื่องความเนี้ยบเฉียบขาด เขาช่วยรักษานักโทษมากมายและได้รับความเคารพพอสมควร จนผู้คุมอนุญาตให้ออกจากห้องขังไปรักษาผู้ป่วยในยามวิกาลได้ด้วย
ยี่สิบปีต่อมา อัลเฟรโด้พ้นโทษและทำหน้าที่แพทย์ต่อไปในห้องทำงานเดิมที่เขาลงมือสังหารคนรัก กระทั่งจากไปด้วยโรคมะเร็งในปี 2009 แต่ดูท่าว่าเรื่องราวดำมืดของเขาจะยังคงโลดแล่นและแจ่มชัดไปอีกนานแสนนาน
ส่วนผสมของความคลุ้มคลั่ง
:เพียงซีซันแรก ซีรีส์ Hannibal (2013) ก็ได้รับการสรรเสริญจากนักวิจารณ์เป็นอย่างมาก ทั้งในแง่การแสดง, การออกแบบศิลปะฆาตกรรมอันพิลึกพิลั่น, ถ้อยคำที่ซ่อนนัยได้อย่างน่าขนลุก และเรื่องราวที่ซับซ้อนเกินคาดเดา ขณะที่ซีซั่นสอง (2014) ความนิยมไต่ระดับขึ้นสูงสุดราวกับทุกคนโดนฮันนิบาลสะกดจิต ทำคะแนนได้ 88 เต็มร้อยจาก Metacritic และ 100% เต็มจากสำนักมะเขือเน่า (Rotten Tomato) และต่อไปนี้ คือเสน่ห์ที่ Hannibal ขาดไม่ได้ในการก้าวสู่ทำเนียบซีรีส์ที่ “อร่อยจิต” ที่สุดในวงการทริลเลอร์จิตวิทยา...
มาห้องหมอมั้ย
งบที่น้อยกว่ามาตรฐานดราม่าซีรีส์ช่วงค่ำมากกว่าล้านดอลล่าร์ (ค่ายหนังฝรั่งเศสออกทุนเอง โดยที่สถานี NBC ไม่มีงบ PR ให้อีกต่างหาก) บีบให้ซีรีส์ต้องมีฉากคุย/วิเคราะห์จิตเยอะเป็นพิเศษเพราะออกบู๊มากไม่ได้ ซึ่งก็กลับกลายเป็นข้อดี
”เราโชคดีว่านี่เป็นเรื่องของจิตแพทย์ล้วน ๆ นับเป็นที่ที่ดีมากที่จะปล่อยให้คนได้พูดตรง ๆ ในสิ่งที่เขารู้สึกจริง ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ” ไบรอันอธิบาย “วิธีที่ง่ายและดีที่สุด [ที่จะเล่าถึงจิตใจตัวละคร] ก็คือ ให้พวกเขามานั่งและพูดออกมานั่นแหละครับ”
ผลของเงินที่จำกัดยังทำให้ฮันนิบาลหมดโอกาสออกฆ่าพร่ำเพรื่ออีกด้วย “ฉะนั้นครั้งแรกที่ฮันนิบาลกระทำการรุนแรง (ผ่านไปแล้วสามเอพ) อย่างการเอาหัวอลาน่าโขกกำแพงถึงได้ช็อกคนดูมาก ๆ ไงล่ะครับ”
ไบรอันเอ่ยอย่างภาคภูมิ... เพราะอย่างไร ความสยองที่เก็บงำไว้ก็ย่อมน่ากลัวกว่าแบบเปิดเผยอยู่แล้ว
กวางดำและปีศาจกินคน
หลังจากได้พบว่าตัวเองรู้สึกดีแค่ไหนที่ได้ฆ่าฮอบบ์ผู้พ่อ วิลก็ต้องต่อสู้กับความกลัวที่ผุดขึ้นในใจตลอดภาคแรกว่า เขาเองก็อาจไม่ต่างอะไรกับฆาตกรโรคจิตที่ตนตามล่าเลย แถมยังอาจฆ่าอบิเกลได้ด้วยถ้ารู้ว่าเธอมีส่วนในการฆาตกรรม ภาพหลอนของฮอบบ์และกวางดำตามเขามาจนสุดซีซันแรก แต่มีเพียงอย่างหลังเท่านั้นที่ตามต่อมากระทั่งในเทรลเลอร์ซีซั่นสาม
“กวางตัวนั้นเป็นสัญญะแสดงความสัมพันธ์ระหว่างวิลและฮันนิบาลมาตลอดครับ” ไบรอันอธิบาย ศพเด็กสาวบนเขากวาง---ของขวัญชิ้นแรกจาก The Copy Cat Killer คือที่มาของกวาง CG เขาโง้งประจำซีรีส์ Hannibal
Girl on a Deer Branch Will's Black Elk Will's Black Elk2 Will's Wendigo
เวลาพบอะไรที่น่าสงสัยว่าจะเกี่ยวข้องกับฆาตกร Copy Cat สัญชาตญาณของวิลจะสร้างกวางตัวนี้ขึ้นมาโดยที่เขาไม่รู้ตัว บทบาทของมันยังค่อย ๆ พัฒนาจาก “ผู้ติดตาม” ไปเป็น “ผู้นำทาง” วิลไปสู่เบาะแสใหม่ ๆ อีกด้วย จนเมื่อหลักฐานทุกอย่างลงล็อก วิลจึงได้เห็นมันเปลี่ยนรูปไปเป็นฮันนิบาลเขากวางแทน
ปีศาจคนครึ่งสัตว์หรือ Wendigo ที่วิลเห็น มาจากตำนานพื้นเมืองชาวอัลกอนคิน (Algoquin) ในอเมริกาเหนือ ที่ซึ่งสภาพอากาศเลวร้ายบีบให้ผู้คนต้องเผชิญกับความอดอยากบ่อยครั้ง จนบางคราวก็เกิดการ “กินกันเอง” ขึ้นในเผ่า การกินคนนั้นถือเป็นข้อห้ามร้ายแรง และเชื่อกันว่าจะทำให้กลายร่างเป็นปีศาจได้จริง ๆ ในเผ่าจึงต้องมีหมอผีคอยไล่ฆ่าคนปีศาจพวกนี้ด้วย
อย่างไรก็ตาม โรค Wendigo Psychosis (คิดว่าตัวเองเป็น Wendigo) ก็ยังถือเป็นโรคจิตเฉพาะวัฒนธรรมเท่านั้น (Cultural-bound Disorder) ส่วนวัฒนธรรมกินคน (Cannibalism) นั้นมีอยู่ทั่วโลก จนเป็นที่ถกเถียงกันว่า การเข้าไปยุติค่านิยมพื้นเมืองแบบนี้ เป็นเรื่องถูกต้องหรือไม่ในแง่ของความเสมอภาคทางวัฒนธรรม ตามทฤษฎีวัฒนธรรมเปรียบเทียบ (Cultural Relativism) และหากเราไม่ควรเข้าไปแทรกแซงวัฒนธรรมนี้ มันจะน่ากลัวแค่ไหน หากฮันนิบาลตั้งใจจะสร้างคัลท์ของตัวเองขึ้นมาจริง ๆ
ซีรีส์ศพสวย
“Purple and Operative” (เกินจริงและเหมือนละคร) คือสไตล์ของแฟรนไชส์ฮันนิบาล ด้วยไอเดียการฆ่าที่กระฉูดยิ่งกว่าเลือดใน Red Dragon และ The Silence of the Lamb (คนหนึ่งพยายามกลายร่างเป็นมังกร อีกคนพยายามกลายเป็นหญิงด้วยชุดที่ทำจากหนังสาว ๆ) ทีมงานจึงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อเข้าถึงแก่นแท้ของศิลปะฆาตกรรม อันเป็นที่มาของ “เสายักษ์ที่ทำจากศพมนุษย์ทั้งต้น” “คนถูกฝานวางบนแผ่นสไลด์” “นักฝังเข็มที่สร้างรังผึ้งจากศพ” และคดีพิลึกกึกกืออีกมากมายใน Hannibal
Mycelium Murder2
“สก็อต นิเมอร์โฟร หนึ่งในนักเขียนของเรา (ซึ่งเป็นเจ้าของตัวละครเคราผึ้งใน Pushing Daisies) เสนอว่า ‘จะน่าสนมั้ย ถ้าเกิดเขาฝังคนแล้วปลูกเห็ดบนนั้น’ ” ไบรอันเล่า จากนั้นใครคนหนึ่งก็ไปเจอคลิป TED Talk ของผู้เชี่ยวชาญด้านไมซีเลียมเข้า ฆาตกรเลยได้ชื่อตามศาตราจารย์คนนั้นไป พร้อมกับไอเดียที่ว่า ไมซีเลียมและสมองมนุษย์มีโครงสร้างเซลล์ที่คล้ายกันมาก คนร้ายซึ่งต้องการหาทางเชื่อมต่อกับผู้คนจึงเปลี่ยนเหยื่อให้เป็นไมซีเลียมเพื่อเชื่อมต่อกับพวกเขา คดีนี้ล้อไปกับเหตุการณ์ที่ฮันนิบาลพยายามสานสัมพันธ์กับวิลในตอนแรก ๆ ตามหลักการสร้างเรื่องที่ไบรอันตั้งมาตรฐานเอาไว้ว่า “ไม่ว่าคดีจะหวือหวาแค่ไหน ทุกเรื่องต้องโยงกับพัฒนาการของวิลด้วย”
เพื่อให้ได้ซีรีส์ “หลอนแต่งดงาม” ไบรอันและผู้กำกับ เดวิด สเลด สร้างสรรค์คดีที่ข้ามเส้นศีลธรรมไปหลายข้อ มีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่พวกเขาตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่ทำ นั่นก็คือ “การข่มขืน” แม้ว่าทฤษฎีจิตวิเคราะห์ที่ฮันนิบาลใช้อยู่จะเกี่ยวกับเรื่องเพศเต็ม ๆ ก็ตาม
“เราพยายามมองทุกคดีเป็นศิลปะเพื่อจะต้านความรุนแรงในนั้น...แต่กับการข่มขืน...ไม่ครับผมไม่รู้สึกว่าได้แรงบันดาลใจอะไรจากตรงนั้น” โปรดิวเซอร์ใหญ่ประกาศ อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ Hannibal มีความเป็นแฟนตาซีสูงจัดก็คือ ถ้าเหมือนจริงมากเกินไปผู้กำกับจะกินข้าวกันไม่ลง
“แค่ทำเรื่องคนโดนฆ่าก็เครียดพออยู่แล้วครับ ถ้าต้องให้สมจริงเหมือนพาดหัวข่าวรายวันด้วย ผมยิงตัวตายซะเลยดีกว่า” ไบรอันสรุป
ฮันนิบาล’S เฮล คิทเช่น
“คติของฮันนิบาลคือ ‘eat the rude’ (คนถ่อยต้องโดนกิน)” ไบรอันกล่าว “...นี่ไม่ใช่ฆาตกรสั่ว ๆ ประเภทซ่อนอยู่ใต้หน้ากากฮ็อกกี้หรือซุ่มตามพงไม้ แต่เป็นสุภาพบุรุษผู้ทรงเกียรติที่เห็นว่า การกินคุณเข้าไปเป็นการให้บทเรียนที่เหมาะยิ่ง’”
และสำหรับเชฟกินคนที่ชอบโชว์ออฟอย่างเลคเตอร์ แนวคิดที่แฝงมากับการกินก็ยังไม่หมดเพียงเท่านี้
“ตอนที่เสิร์ฟลิ้นให้ดร.ชิลตัน ฮันนิบาลเล่าว่าชาวโรมันฆ่านกฟลามิงโก้เพียงเพื่อเอาลิ้นมันมากิน แล้วตบท้ายด้วยว่า ลิ้นของคุณก็น่าสนใช่เล่น… สำหรับคนที่อ่านหนังสือมาแล้วและรู้ว่าชิลตันจะโดนกินในที่สุด
บทนี้คงบอกใบ้อะไรหลายอย่างทีเดียว” ไบรอันเล่า
หรืออย่างตอนที่เขาเสิร์ฟมื้อเช้าสบาย ๆ พร้อมไส้กรอกปริศนาให้อบิเกล ฉากนี้ก็มีความนัยเหมือนกันว่าเขาจะมาเป็นพ่อ (กินคน) คนใหม่ให้เธอ สำหรับฆาตกรอย่างฮอบบ์และฮันนิบาล การบริโภคอย่างบรรจงยังเป็นการแสดงความเคารพต่อชีวิตที่ต้องสละไปด้วย
Food Designer Janic Poon
“ของกินของเราต้องมีส่วนผสมของความน่ากลัวและน่ากิน” เจนิส พูน ฟู้ดสไตลิสต์ประจำกองถ่ายกล่าว Hannibal ตั้งใจให้คนดูได้สัมผัสความสยองแบบประสบการณ์ตรง ได้รู้สึกน้ำลายสอเพราะอาหารจานเนื้อที่ฮันนิบาลเสิร์ฟ...แม้ว่ามันจะเป็นเนื้อคนก็ตาม เพื่อความเพอร์เฟ็ค ทีมยังได้โฮเซ่ อันเดรส เชฟระดับเวิร์ลดคลาสมาออกแบบเมนูในแต่ละตอนให้ด้วย
แต่กระนั้นอาหารสำหรับภาพยนตร์ก็ยังเป็นงานหิน ไส้กรอกเลือดของจริงจะกลายเป็นพิษได้ถ้าถูกไอร้อนจากไฟกองถ่ายนาน ๆ ส่วน “ปอด” ที่แมดต้องชิมดิบ ๆ ก็ใช้ของจริงไม่ได้อีก (ก็ใครเค้ากินปอดดิบกัน) ถึงขนมปังกับเจลาตินจะพอดูเป็นปอดได้แต่พอเอาลงกะทะ สีก็เปลี่ยนไปจนไม่สมจริง สุดท้ายเจนิสก็มาจบที่แฮมมอทาเรลล่าแทน
“โชคดีที่แมดกินได้ทุกอย่าง” เธอชม “หัวไวด้วย… ครั้งหนึ่งฉันโชว์เทคนิคใหม่เรียก Flambe (คั่วเนื้อด้วยเหล้าและไฟท่วมกะทะ) เขางมอยู่สักพักแล้วก็เล่นต่อหน้ากล้องได้อย่างกับผู้เชี่ยวชาญ”
ความสำคัญของการครัวถูกเน้นให้เห็นกันตั้งแต่ชื่อตอน ซึ่งบางครั้งก็สัมพันธ์กับเนื้อหาอย่างลงตัว (ด้วยความพยายามของแฟน ๆ ในการตีความ) ซีซั่นหนึ่งเริ่มจาก Apéritif (เหล้าล้างคอก่อนอาหาร)
ตอนที่สอง: Amuse-Bouche (รองท้องจานเด็ดจากเชฟ) เกี่ยวกับฆาตกรไมซีเลียมซึ่งทีมงานเลือกมาเองโดยไม่อิงหนังสือ
ตอนที่สาม: Potage (ซุปครีมเข้มข้น) หมายถึงพล็อตที่งวดจนเข้าที่ เป็นหมุดหมายว่าต่อไปนี้เรื่องจะเกี่ยวกับวิล ฮันนิบาล และอบิเกล ปิดท้ายฟูลคอร์สด้วยตอน Savoureux (ของหวานจบมื้ออาหาร) อีกนิยามของตอนจบที่สมบูรณ์แบบ
ส่วนซีซั่นสองเปลี่ยนไปทางเอเชียด้วยชุดเบนโตะญี่ปุ่นซึ่งบอกใบ้ถึงเลดี้มุราซากิ คุณป้าชาวอาทิตย์อุทัยที่ฮันนิบาลอาศัยอยู่ด้วยในวัยเด็ก เรื่องของเธอจะได้รับการขยายต่อใน Hannibal ซีซั่นสามที่กำลังจะเปิดตัวมิถุนายนนี้ ในชื่อตอนอร่อย ๆ ภาษาอิตาเลียนอย่าง Antipasto , Primavera และ Secondo
รักต้องฆ่า

คงไม่ผิดนักหากจะสรุปว่า โบรแมนซ์ (และโวแมนซ์) กำลังกระเถิบขึ้นมาเป็นกระแสหลักของวงการบันเทิง
โดยเฉพาะกับโปรดิวเซอร์ใหญ่ของ Hannibal นี่ นับว่าโดนคลื่นความวายกระแทกไปเต็ม ๆ เพราะนอกจากจะเขียนบทอวยคู่ฮันนิบาล/วิลแบบสุดลิ่มทิ่มประตูแล้ว ฮียังประกาศให้ตัวละครทั้งสองเป็น "คู่โบรแมนซ์” บ้างล่ะ “คู่เต้นรำ” บ้างล่ะ เป็น “คนที่ทัดเทียม” “ความหมกมุ่น” และนิยามชวนจิ้นอื่น ๆ อีกมากมายแทบทุกครั้งที่ออกสื่อ แถมยังสรุปให้เสร็จสรรพด้วยว่า “ซีซั่นหนึ่งคือการเกี้ยวพา” และ “ตอนจบซีซั่นสองเป็นการบอกลาอย่างรุนแรง” (หมายเหตุ--- คำพูดไบรอันทั้งน้าน!)
ส่วนเรื่องอะไร ๆ กับอลาน่าน่ะหรือ “---นั่นน่ะคบไปเพราะไม่อยากทำร้ายเพื่อนเก่าครับ กลัวเธอจะรู้มากเกินไป ก็เลยวางแผนทำให้ยุ่งเกินกว่าจะสืบรู้ความจริง จะได้ไม่ต้องลงเอยแบบจนท. มิเรียม แลส (ที่รู้มากไปจนโดนหมอปิดปาก) ถือเป็นการปกป้องอย่างหนึ่งน่ะครับ” (เหรอ!)
สุดท้าย ขอจบด้วยคำใบ้เล็กๆ จากไบรอัน ให้แฟนๆ ที่กำลังรอคอยซีซั่น 3 ได้กระชุ่มกระชวยกันสักหน่อย
: “ไม่ว่าคนจะสัมพันธ์กันแบบไหน ถ้าเรายุติมันลงด้วยความโกรธหรือดราม่า สักพักเราก็จะกลับมาหวนคิดว่า “ว้า คิดถึงเวลาเหล่านั้นซะจริง” สุภาพบุรุษสองท่านนี้เขาคิดถึงกันเสมอแหละครับ” ---- (ไบรอัน, 2014)
เกร็ดฮันนิบาล
- เฟรดดี้มีแฟนคลับที่คลั่งไคล้เธอมากขนาดตั้งเว็บไซต์ Tattle-Crime.com ขึ้นมาเพื่อรายงานข่าวในซีรีส์โดยเฉพาะ แม้ว่าแอดมินเพจจะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับทีมสร้าง Hannibal แต่อย่างใด
- มีประกาศออกมาแล้วว่า ผู้สร้างตั้งใจให้เรื่องจบบริบูรณ์ในซีซั่นเจ็ด... ถ้ามีงบพอ
- ติดตามเมนูอาหารฮันนิบาลของเจนิส พูนและเรื่องราวสนุก ๆ ในกองถ่ายได้ที่บล็อกFeedingHannibal
http://janicepoonart.blogspot.com
- อ่านบทวิเคราะห์ความหมายของชื่อตอน Hannibal ได้ที่ บทความ “From Apéritif to Savoureux - What did the thirteen episode titles actually mean” (อาหารฝรั่งเศส) และ “Hannibal’s Food Tour of Japan” (อาหารญี่ปุ่น)
- ใครที่อยากล้างคอรอด้วยการอ่านเบื้องหลังที่น่าสนใจของซีรีส์นี้ หนังสือ The Art and Making of Hannibal เปิดให้จองล่วงหน้าแล้ว และจะตีพิมพ์เสร็จภายในเดือนพฤษภาคมนี้
- ซีซั่นสาม กำหนดฉาย 4 มิถุนายน ช่อง NBC




Comments