top of page

เล่น-แล่-แปร-สื่อ : Film Adaptation

konkhien
Oct 31, 2015
4 min read

เล่น-แล่-แปร-สื่อ : Film Adaptation

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารสตาร์พิกส์ ฉบับ 852 April 2015

*** Based on เรื่องจริง บทความ งานวิจัย ข้อมูลทางสถิติหลายแห่ง และการวิเคราะห์ส่วนบุคคล

สักปีสองปีก่อน ใครบางคนตั้งกระทู้ถามสังคมออนไลน์ว่า “ทำไมเราไม่ค่อยเห็นหนัง/ละครไทยที่ทำจากหนังสือเลยล่ะ” คำตอบที่ได้กลับมามีหลากหลาย แต่ประมวลความรวม ๆ ได้ว่า นี่แน่ะ คุณหลังเขาเจ้าปัญหา ชาวโลกเขารู้กันทั่วแล้วว่ามีละครไทยเป็นกระบุงเลยที่พัฒนาจากนิยาย ส่วนหนังที่ดัดแปลงมาก็มี “เยอะ” เหมือนกัน ไม่รู้เรอะ (ลองพากย์ด้วยน้ำเสียงกระแนะกระแหนเพื่อความสมจริง)

นอกจากข้อเท็จจริงที่ว่า หน้าจอมีผลให้คนบางคนใจร้ายขึ้นแล้ว เรื่องนี้สอนอะไร?

ประการหนึ่งคือ เป็นไปได้ที่คำว่า เยอะ ของแต่ละคนจะมีความหมายไม่เท่ากัน “ละคร” ไทยที่สร้างจากวรรณกรรมนั้นนับได้ว่า เยอะ จริง แต่ “หนัง” ไทยที่ดัดแปลงจากหนังสือล่ะ มีน้อยหรือมากสักแค่ไหน?

ถึงแม้ตอนนี้ จขกท.ที่น่าสงสารอาจห่อเหี่ยวเสียจนไม่ได้กลับมาถามย้ำเรื่องอีกรอบ แต่เขาอาจรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย ถ้าได้รู้ว่า ตัวเองไม่ได้สงสัยอยู่คนเดียว และอันที่จริง เทรนด์ “Based on Literature” ก็เป็นกระแสที่น่าปลุกให้ฟื้นขึ้นมาใหม่ไม่น้อยเลย

หนังนี้ท่านได้แต่ใดมา

เนื่องจากยังไม่พบว่า มีการจัดทำลิสต์หนังไทยทั้งหมดที่สร้างจากหนังสือ เราจึงกะจำนวนหนังประเภทนี้ได้เพียงคร่าว ๆ จากงานวิจัยที่อ้างถึงเท่านั้น เพื่อพิสูจน์ว่าหนังไทยที่สร้างจากหนังสือมี เยอะ จริงมั้ยในแง่จำนวน เราจะลองเปรียบเทียบสัดส่วนของหนังประเภทนี้ ในวงการภาพยนตร์ต่างประเทศ กับสถิติบ้านเราดู

สำหรับวงการฮอลลีวูดนั้น สตีเฟน ฟอลโล่ว์ส โปรดิวเซอร์และนักเขียนชาวอังกฤษ ได้สำรวจข้อมูลและเทียบจำนวนหนังประเภท ออริจินัล ไทเทิ่ล (Original Title) และ หนังดัดแปลง (Adaptations) ที่ติดอันดับหนังทำเงิน 100 เรื่องแรกประจำปี 2012 ย้อนไปถึง 1994 เพื่อตอบข้อสงสัยของชาวเน็ตรายหนึ่งที่ถามว่า “มีหนังฮอลลีวู้ดสักกี่เรื่องกันที่ดัดแปลง ?”

คำว่า “ดัดแปลง” นี้ หมายรวมถึง การดัดแปลงเรื่องราวจากทุกสิ่งที่มีมาก่อนภาพยนตร์เรื่องนั้น ๆ เช่น หนังที่สร้างจาก นวนิยาย เรื่องสั้น คอมิค หนังสือภาพ บทความ ข่าว สารคดี นิทาน เรื่องเล่า เกม วิทยุ รายการโทรทัศน์ หรือหนังด้วยกันเอง (รีเมค)

หลังการรวบรวมข้อมูล สตีเฟนพบว่า ในจำนวนหนังที่ประสบความสำเร็จด้านรายได้ทั้ง 2000 เรื่อง 51% เป็นหนังดัดแปลงทั้งสิ้น โดย “วรรณกรรม” เป็นวัตถุดิบที่ค่ายหนังเลือกมาใช้มากสุดถึง 25% ถึงจะเยอะขนาดนี้แล้ว การดัดแปลงหนังในโลกตะวันตกก็ยังมีแนวโน้มว่า จะฟูขึ้นอย่างรวดเร็ว ปี 2012 มีหนังดัดแปลงมากกว่าปี 1999 ถึงห้าเท่า และแม้ว่าในปี 1994-2003 บทหนังออริจินัลจะมากกว่าหนังดัดแปลง ทว่าตั้งแต่ปี 2004 มาจนปัจจุบัน สถิติกลับกลับตาลปัตรราวกับเป็นหนังคนละม้วน

  • script-source-for-the-top-100-grossing-hollywood-movies-at-us
  • top-grossing-films-at-the-us-box-office
  • top-10-grossing-hollywood-movies
  • total-budgets-of-the-top-100-movies-at-us-box-office
  • top-100-grossing-hollywood-movies-at-us
  • Screen Shot 2558-11-01 at 1.06.27 PM
  • Screen Shot 2558-11-01 at 1.06.34 PM
  • Screen Shot 2558-11-01 at 1.06.54 PM

***สตีเฟนได้แจกแจงที่มาของหนังประเภทต่าง ๆ ไว้อย่างละเอียดด้วย ติดตามอ่านกันได้ในบล็อก http://stephenfollows.com หรือฐานข้อมูลสถิติของ Statista.com

เขยิบใกล้เข้ามาหน่อยช่วง 2006 - 2010 ชุมชนวิจารณ์หนังออนไลน์อย่าง Metacritic อ่านสถิติแล้วประเมินออกมาได้ว่า หนังฮอลลีวู้ดทุก “หนึ่งในสี่เรื่อง” สร้างจากวรรณกรรม โดยในบรรดาหนังฟอร์มใหญ่-ดี-มีชื่อทั้งหมด (เฉพาะที่ฉายพร้อมกัน 600 โรงขึ้นไปในอเมริกา และได้รับรีวิวจากนักวิจารณ์อาชีพของเว็บไซต์ 7 รีวิวขึ้นไป) มีหนังดัดแปลงรวมอยู่ถึง 57% แถมยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อีกต่างหาก ซึ่งก็สอดคล้องกันดีกับสถิติของสตีเฟนและข้อสังเกตของผู้ชมหลายคน

แล้วไทยล่ะเป็นอย่างไร?

เราลองมาย้อนดูเส้นทางความรักของสื่อสองแขนงนี้สักหน่อย

ภาพยนตร์จากวรรณกรรมยุคแรกของไทย ที่ได้รับการกล่าวถึงในหนังสือ “ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยตั้งแต่แรกเริ่มจนสิ้นสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง” ของอาจารย์จำเริญลักษณ์ ธนะวังน้อย ได้แก่เรื่อง สาวเครือฟ้า (2477) ของบริษัทบูรพาภาพยนตร์ สร้างจากบทพระนิพนธ์ชื่อเดียวกันของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์

ภาพยนตร์สาวเครือฟ้า จับใจผู้ชมได้อยู่หมัดจนถูกรีเมคเป็นหนัง (ปี 2496, 2508 และ 2523) และละครทีวีหลายครั้ง ไม่นาน หนังจากวรรณคดีไทยแท้ก็ไล่จี้มาติด ๆ เมื่อบริษัท น.น. ภาพยนตร์ หยิบเอานิทานพื้นบ้านอย่าง ขุนช้างขุนแผน (2477) มาขึ้นจอกับเขาบ้าง ตามต่อด้วยตอน ขุนช้างถวายฎีกา (2478) และ “เปรตวันทองห้ามทัพ” (2482) ซึ่งน่าหามาดูเหลือเกินว่า คนสมัยก่อนเขาทำเอฟเฟ็กต์กุมารทอง กองทัพผี และเปรตนางพิมกันแบบไหน ชาวบ้านถึงได้ติดอกติดใจขนาดต้องออกซีเควลกันระห่ำแบบนี้

ที่น่ายินดียิ่งกว่าสำหรับทั้งวงการภาพยนตร์และวรรณกรรมก็คือ หนังเรื่องแรกของคนไทยหรือ โชคสองชั้น (2470) เองก็ใช้บทที่ดัดแปลงจากงานเขียนเช่นกัน โดยมี แสงทอง (อรุณ บุณยมานพ) ประพันธ์และแปลงเป็นบทภาพยนตร์ให้เสร็จสรรพในคนเดียว

หนังแนวตำรวจผู้ร้ายคลุกเคล้าเรื่องราวรัก ๆ ใคร่ ๆ กล้อมแกล้มกรุบกริบเรื่องนี้ได้ใจผู้ชมชาวไทยไปเต็ม ๆ ด้วยทั้งเนื้อหาและสถานะที่น่าภาคภูมิของมัน เพียงสี่วันกวาดผู้ชมเข้าโรงไปแล้วนับหมื่นราย และจุดประกายให้คนทำหนังชาวไทยอีกจำนวนมาก ตำนานบทนี้สะท้อนให้เห็นถึงข้อดีอย่างหนึ่งของการนำเรื่องราวที่มีอยู่แล้วมาใช้ว่า มีคุณภาพเป็นที่น่าพอใจ และช่วยย่นระยะเวลาหาพล็อตได้มาก ต่างจากทีมสร้างอีกทีมที่ใช้เวลาคิดเรื่องนานเสียจนผู้สร้าง โชคสองชั้น ขอแยกวงมาตั้ง “กรุงเทพภาพยนตร์บริษัท” เพื่อวางศิลาฤกษ์ให้วงการหนังไทยด้วยตนเอง

นับแต่นั้นหนังไทยที่สร้างจากหนังสือ ก็เข้าคิวจ่อโรงมาตลอด ราวกับเป็นฝันดีไม่มีตื่นขอแวดวงวรรณกรรม

หนังไทยเรื่องแรก โชคสองชั้น

ในทศวรรษ 2490 – 2520 --- ยุคสมัยที่แน่นอนว่า ไม่ได้มีแค่ “ชั่วฟ้าดินสลาย” หรือ “คู่กรรม” เท่านั้นที่ผู้ชมนึกถึง --- วรรณกรรมมากมายถูกแปลงโฉมซ้ำแล้วซ้ำเล่า และครองใจผู้ชมเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็น บ้านทรายทอง (2499, โดย ก.สุรางคนางค์) ที่รีเมคซ้ำหลายครั้งทางโทรทัศน์, หนังสือคลาสสิคเพื่อชีวิตหลายเรื่องเช่น เขาชื่อกานต์ (2516, โดย สุวรรณี สุคนธา เจ้าของผลงานเขียนสะเทือนใจ น้ำพุ) และ ระย้า ( 2525, โดย สด กูรมะโรหิต--- นักเขียนผู้รอบรู้ประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่และมีอุดมการณ์แรงกล้าที่จะช่วยชาวนาด้วยระบบสหกรณ์ )

เรามีหนังดราม่าสะท้อนสังคมอย่าง เรือมนุษย์ (2513, โดย กฤษณา อโศกสิน --- นักเขียนหญิงที่ได้ชื่อว่าประสบความสำเร็จสูงสุดทั้งจากในและนอกประเทศ สวรรค์เบี่ยง ที่แอน ทองประสม กับ เคน ธีรเดชเล่นก็มาจากปลายปากกาของท่านผู้นี้ ), หนังแนวแอคชั่น ชุด อินทรีแดง (2502-2513, โดย เศก ดุสิต) และ เหยี่ยวราตรี (2501, โดย ส. เนาวราช)

คนรุ่นพ่อแม่ได้ดูหนังแนวสืบสวนสอบสวน อย่าง เล็บครุฑ ( 2500, โดย พนมเทียน) ซึ่งมีภาคต่ออีกถึงสองภาค แต่ละปี มีภาพยนตร์จากวรรณกรรมมากมาย ดาหน้ากันมาขึ้นจอเงิน หนังจากงานเขียนรูปแบบอื่น ๆ ก็โด่งดังไม่แพ้กัน เช่น หนังจากข่าวหนังสือพิมพ์ เรื่อง รักริษยา (2522, โดย ถาวร สุวรรณ นักหนังสือพิมพ์ในตำนานที่ผันตัวมาเขียนหนังสือและหนึ่งในนั้นคืองานดัดแปลงบทหนังเรื่อง จำเลยรัก) หรือจะ หนังจากเพลงพระราชนิพนธ์ของในหลวง พิสูจน์ให้เห็นว่า เทรนด์หนังไทยจากวรรณกรรมเองก็เคยคึกคักและหลากหลายได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ปัจจัยสำคัญของปรากฎการณ์แปลงสื่อนี้อาจเป็นเพราะ ขณะนั้นเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างสื่อสิ่งพิมพ์กับสื่อภาพเคลื่อนไหวก่อนการเข้ามาของภาพยนตร์ วรรณกรรมเป็นสิ่งบันเทิงหลักของชนชั้นกลางไปจนถึงชั้นสูง ซึ่งจะกลายมาเป็นทั้งผู้ชมและผู้สร้างหนังกลุ่มสำคัญของวงการภาพยนตร์ไทย สื่อสองสาขานี้จึงผสมกลมกลืนเกื้อหนุนกันมาตั้งแต่เริ่ม

และแล้ว “บางสิ่ง” (ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล) ก็เกิดขึ้นและทำให้ตั้งแต่ปี 2530 เป็นต้นมา กราฟปริมาณหนังจากหนังสือของเราดิ่งลงอย่างน่าใจหายแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครคิดถึงวันเวลาเหล่านั้นเลย มีความพยายามหลายครั้งที่จะรื้อฟื้นเส้นทางรกร้างสายนี้ ผ่านภาพยนตร์อย่าง ครูไหวใจร้าย (2532) , แม่เบี้ย (2532, 2544) , เวลาในขวดแก้ว (2535) ตามด้วย มหา’ลัยเหมืองแร่ (2547) และ ไอ้ฟัก (2547)

เรื่องราวร่วมสมัยอย่าง เพื่อนสนิท (2548) และความสุขของกะทิ (2552) ก็ได้เข้าโรงหนังกับเขาเหมือนกัน แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร การนำหนังสือมาแล่ แปร เล่นเป็นภาพยนตร์ ก็ยังไม่คืนชีพสู่สภาพเดิมที่เคยเป็นมา ... ทำไมเป็นอย่างนั้น?

II ช่วงคั่นรายการ II

เนื่องจากสารคดีชิ้นนี้ เกี่ยวกับการดัดแปลงเนื้อความข้ามสื่อ (Intertextuality/Cross Media) เรามาพักชมสิ่งที่น่าสนใจ เอ๊ย อ่านบทสัมภาษณ์ชิล ๆ ของนักเขียนนวนิยายรางวัลซีไรต์ปี 2549 --- คุณงามพรรณ เวชชาชีวะ เจ้าของผลงาน ความสุขของกะทิ หนึ่งในนวนิยายไม่กี่เรื่องของยุคนี้ ที่ได้กลายเป็นภาพยนตร์

-------

ทำไมช่วงนี้เราไม่ค่อยเห็นหนังไทยที่ทำมาจากหนังสือเลย?

คุณงามพรรณ: ถามว่าทำไมเราไม่ค่อยเห็น ถ้าย้อนไปดู มีน้อยเรื่องมากเลยนะคะที่สร้างจากวรรณกรรมแล้วทำเงินจริง ๆ เรื่องนึงที่คนดูเยอะ ๆ เรื่อง เพื่อนสนิท เค้าบอกว่าทำจากเรื่องสั้นเรื่องนึงที่มีตู้ไปรษณีย์สีแดงอะไรเนี่ย นั่นน่ะคนดูเยอะ ได้สตางค์ แล้วก็มาเรื่องจันดารา ก็อย่างว่า ซ้ำไปซ้ำมา ทำไมหนังสือออกใหม่ ๆ ไม่มีใครเอามาทำภาพยนต์นะ... ก็เคยนั่งคุยกันกับคนที่ทำหนัง เค้าบอกว่าหนังสือดีน่ะ พอทำเป็นหนังแล้วขายไม่ค่อยได้ ไม่ค่อยมีคนมาดู ฟังแล้วก็เออ ไม่รู้ปัจจัยอยู่ตรงไหน

หรือเป็นที่หนังสือไทยที่เหมาะทำเป็นหนังมีน้อยลง?

คุณงามพรรณ: จริง ๆ แม้แต่หนังสือเอง สัดส่วนหนังสือแปลกับหนังสือเขียน หนังสือแปลก็เยอะกว่านะคะ เยอะมากขึ้นเรื่อย ๆ สักเจ็ดสิบ:สามสิบเปอร์เซ็นต์เหมือนกัน สิ่งที่เราจะเรียกว่าออริจินัลไทเทิ่ล หรือที่คนไทยเขียนเองก็น้อยลงเรื่อย ๆ เหมือนกัน เพราะสนพ.ก็ไม่รู้จะเสี่ยงดีมั้ย [สมมติ] นาย ก.นาย ข.เขียนหนังสือสักเล่มเสนอสำนักพิมพ์ [แต่] เขาเห็นอยู่แล้วว่าเล่มนี้เป็นซื้อเบสท์เซลเลอร์อยู่ในนิวยอร์กไทม์ เขาซื้อลิขสิทธิ์ลงทุนมาแปลก็ขายได้แน่ ๆ เพราะฉะนั้นคนเป็นนักเขียนเองก็ยาก มีบ้างก็ที่ลงเป็นตอนอยู่ในบล็อก มีคนอ่านเยอะ สำนักพิมพ์เองเห็นมีคนอ่านจากช่องทางนี้มากเขาก็ลองเอามาพิมพ์ดู ก็คล้าย ๆ กัน เห็นแล้วว่าหนังสือขายดีก็เอามาทำหนัง แต่อยู่ดี ๆ จะเสี่ยงเอาหนังสือธรรมดามาทำหนังก็ยากเนอะ

-------

ดูท่าว่า ทั้งจำนวนและสถานภาพของหนังสือไทยในฐานะหลักประกันความป็อบปูล่ากำลังค่อย ๆ ตกต่ำลง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่แตกต่างจากวงการหนังตะวันตกโดยสิ้นเชิง

สามปีก่อน Metacritic เคยวิเคราะห์ความสำเร็จของภาพยนตร์ดัดแปลง และพบว่า ผลงานที่แปลงมาจากสื่ออื่น ได้คะแนนเสียงวิจารณ์รวมจากเว็บในระดับดี (เกิน 61 คะแนน) และระดับผ่านเกณฑ์ มากกว่าแบบที่ไม่ได้ดัดแปลงมาถึง 10% แถมพื้นที่ร้อยละ 62 ของภาพยนตร์ที่ได้คะแนนสูงทั้งหมด ยังตกเป็นภาพยนตร์ดัดแปลงเสียอีก เห็นได้ชัดว่า ความสำเร็จด้านรายได้นั้น ต่างจากหนังไทยดัดแปลงในยุคหลังมานี้มาก

“มหา’ลัยเหมืองแร่” ซึ่งดัดแปลงจากเรื่องสั้นชุด เหมือนแร่ (2508) ของอาจินต์ ปัญจพรรค์ ศิลปินแห่งชาติปี 2534 อาจเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมและรางวัลมากมายจากชมรมนักวิจารณ์ ทั้งยังเป็นตัวแทนหนังไทยเข้าชิงออสการ์ปี 2548 สาขาภาพยนตร์(ต่างประเทศยอดเยี่ยม) แต่ในแง่รายได้ในบ้านเกิดแล้ว กลับเป็นตำนานความล้มเหลวที่ต้องจดจำ (สิบวันแรกได้กลับมาเพียง 19 ล้านจากทุนสร้าง 70 ล้าน) และกลายเป็นคำเตือน ที่จะดังสนั่นในหมู่ผู้ออกทุนสร้างภาพยนตร์ไปอีกนาน

-------

เห็นอย่างนี้แล้ว หรือว่าคนดูจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้หนังจากวรรณกรรมหดหาย?

คุณงามพรรณ: ...อาจจะเป็นว่า อันนี้คิดเอาเองนะคะ คนที่เดินเข้าไปในโรงหนังกับคนที่อ่านหนังสืออาจไม่ใช่คนกลุ่มเดียวกัน หรือไม่หนังสือของเราก็ไม่ใช่หนังสือที่เอาไปสร้างแล้วมีความเป็นแฟนตาซีอย่าง ฮังเกอร์เกม หรือ แฮร์รี่ พ็อตเตอร์ เราก็จินตนาการได้ขนาดหนึ่ง หรือลอร์ด ออฟ เดอะ ริง เทคนิคมันถึงทำได้จริง การจะเล่าเรื่องสร้างความตื่นเต้นเพื่อให้คนไปดู โดยเฉพาะคนที่เข้าไปดูหนังในบ้านเราเป็นวัยรุ่นเยอะเนี่ย โจทย์มันก็ยาก ว่าคุณจะเลือกหนังสือเล่มไหน

หนังไทยทั่วไปก็โจทย์ยากอยู่แล้ว พอบอกว่าสร้างวรรณกรรมเนี่ยโจทย์ก็ยากไปอีกชั้นนึง อย่างตอนหนังสือพี่ไปทำเป็นหนังเนี่ย ช่วงนั้นก็ขายดีมากเลย แต่ถามว่าหนังได้เงินมั้ย ก็ไม่ได้อย่างที่เขาคิด นึกว่ามันจะออกมาเป็นแนวเหมือนแฟนฉันก็ไม่ใช่ ไม่ได้มีความตื่นเต้นแบบนั้นนะคะ... ฉะนั้นการเลือกหนังสือมาทำเป็นหนังเลยไม่ใช่ลำดับต้น ๆ ที่คนสร้างหนังจะเลือกมาคิดอีกแล้ว

ดังนั้นเงินทุนก็น่าจะเป็นส่วนสำคัญเช่นกัน?

คุณงามพรรณ: ... อย่าง เกมออฟโทรนที่ขายดีมาก ๆ เนี่ย ถ้าคุณอ่านหนังสือนี่นึกไม่ออกเลยว่าจะทำเป็นหนังได้อย่างไร มันก็ทำไปแล้ว มีความยากอยู่ก็แต่ ต้นทุนมหาศาล ที่เขาลงทุนไปมันตอบแทนคุณค่ากับการที่คนจะเดินเข้ามาดู…

...พี่ก็ยุนะ หนังสืออะไรดี ๆ บางเล่มเราอ่านแล้วก็เห็นภาพ ทางภาพยนต์เค้าก็คงจะสนุกสนานถ้าเห็นภาพ...คนที่เค้าหาหนังสือจะไปทำหนังฟังพี่พูดเค้าก็อยากทำอ่ะนะ แล้วเค้าก็หายไปเพราะไปถึงคนลงทุนแล้วเค้าก็บอกว่ามันไม่ขาย แล้วก็จริง ๆ มีคนอยากทำเยอะนะคะ เวลาเราดูหนังอย่างที่มันลงทุนไม่มากแต่ซ่อนความคิด เราก็ดูแล้วไม่เห็นจะยากเลยแล้วก็ได้เงินเยอะอยู่ เพียงแต่ว่ามันก็มีความเสี่ยงสูงว่าผู้ลงทุนจะเห็นเหมือนกันมั้ย ก็ต้องสู้ต่อไปล่ะค่ะ...

ถ้าหนังสร้างจากวรรณกรรมไทยที่โด่งดังอยู่แล้วในสมัยนี้ล่ะ?

คุณงามพรรณ: หนังสือเค้าก็แบ่งประเภทอยู่แล้ว วรรณกรรมก็อย่างหนึ่ง ที่เป็นกลุ่มนิยายก็แบ่งอีก คนทำงาน ผู้ใหญ่ แต่ที่ศึกษาพฤติกรมเข้าโรงหนังนี่เด็กกว่านั้นนะ คือถ้าเรื่องไหนไม่ใช่เรื่องหนัก ๆ เรียกคนออกมาได้ก็จะรอด หรือบางเรื่องก็เรียกคนออกมาได้หมดเลยอย่างคู่กรรม ที่ณเดชน์เล่น มีความตีความที่น่าสนใจดี จริง ๆ คู่กรรมก็ทำมาหลายรอบซึ่งรอบนี้ใช้มุมมองโกโบริ แต่มันก็อาจจะเป็นเรื่องของจังหวะที่นำออกมาฉายด้วยก็ได้

คิดว่าคนเขียนและแฟนหนังสือน่าจะช่วยดึงกระแสหนังจากวรรณกรรมขึ้นมาได้ จริงหรือเปล่า?

คุณงามพรรณ: ...ก็ มีหลายคนที่ไม่กล้าไปดูหนังนะเพราะอ่านแล้วเขาชอบอยู่แล้ว ไปดูหนังก็กลัวไม่ใช่อย่างที่คิด บางทีคนอ่านก็รักภาพในจินตนาการของเขาเขาก็ไม่ไปเห็นอย่างนั้น หนังสือดีมันก็แบ่งกลุ่มนะคะ อย่างเรื่องคิวบิกอยู่ในเว็บก็ดังมาก เป็นหนังสือก็ดัง แต่พอเป็นละครช่องสามชักไม่ดัง มีคนบอกว่า ไม่เหมือนเลย นางเอกต้องเป็นอย่างนี้ต่างหาก พระเอกไม่ใช่แบบนี้ เล่นไม่เหมือน ก็มีความคาดหวังอยู่...

...หลายเรื่องก็มีแรงต้านเช่น The Fifty Shades of Grey พอเค้าประกาศเท่านั้นแหละว่าใครเล่นเป็นพระเอก คนค้านกันทั้งโลกว่า ไม่ใช่ๆ คนนี้ไม่ใช่ ก็แสดงว่าหนังสือเล่มนี้เค้ากลุ่มคนอ่านที่มีเสียง ออกมาโวยวาย หนังสือบางเล่มจะสร้างเป็นหนังก็ไม่ได้มีข้อแม้มาก แต่หนังสือบางเล่มคนอ่านเค้ารักของเค้ามาก นักแสดงเขาก็เลยบอกว่าติดงานอื่น มาแสดงไม่ได้ เพราะขนาดยังไม่แสดงเลยก็โดนแรงต้านขนาดนี้แล้ว ก็มีอย่างนี้ออกมาบ่อย ๆ แสดงว่าคนอ่านบางส่วนก็หวง บางคนดูหนังแล้วก็อ่านหนังสืออีกรอบ [ส่วนตัว] เรื่องที่ชอบ อย่าง Life of Pi อ่านตั้งนานแล้วพอหนังมาฉายก็ตื่นเต้น อยากดูนะคะ ไม่เคยคิดว่าจะเอาหนังมาเปรียบกับหนังสือน่ะค่ะ ถ้าหนังเขาหลอกเราได้ตั้งแต่ฉากแรกจนถึงฉากสุดท้ายเราก็ไปกับเขาเลย

-------

ฟังแล้วก็น่าคิด เพราะ Life of Pi จริง ๆ แล้ว ก็ไม่ได้ดัดแปลงจากหนังสือ genre ที่คนไทยส่วนใหญ่จะอ่านกัน แต่พอเข้าโรงแล้วกลับได้ผลตอบรับดีเกินคาด เช่นเดียวกับหนังสือรางวัลเรื่องอื่น ๆ ที่มีเนื้อหาหนัก อย่าง The Hours (2000) ของ Michael Cunningham, Schindler’s List (1993) หนังดัดแปลงจาก Schindler’s Ark ของ Thomas Kaneally และ Disgrace (2008) ของ JM Coetzee ที่ผลตอบรับดีทั้งแง่วิจารณ์และรายได้ ใช่ว่า วรรณกรรมซีเรียส ๆ จะไม่มีโอกาสได้เป็นภาพยนตร์ที่มีเสน่ห์ น่าเข้าหาเสียเมื่อไหร่

-------

คุณงามพรรณ: ... อยู่ที่การดัดแปลงอย่างเดียวเลย อแดปเทชั่น คิดว่าน่าจะเป็นศิลปะขั้นสูงเหมือนกันนะ เราจะรู้ได้ไงตัวละครตัวนี้ต้องออกมาเป็นแบบนี้...

...หลายอย่างมีที่จบไม่เหมือนกันก็มีนะคะ อย่าง Book Thief หนังสือโหดกว่านั้นมาก เรารู้ทันทีเลยว่าเค้าจบแบบหนังสือไม่ได้ คนดูตายเลย เพราะผูกพันกับตัวละครมาก เค้าทำหนังมาเลี้ยงอารมณ์คนดูมาถึงขนาดนั้นถ้าจบแบบหนังสือนี่ไม่รอด ทำเกินไป เค้าจบต่างกัน เราก็ไม่ได้โวยวายว่าไม่เห็นเคารพหนังสือเลย ถ้าเค้าทำถึง ทำให้เราไปกับเค้าได้ก็ยอม... อย่าง The Hobbit เล่มเล็กนิดเดียวสร้างได้ตั้งสามภาค ก็โอเค ได้เลย ส่วนแฮรรี่ พ็อตเตอร์ ตอนนั้นก็คิดว่า เอ้อ เหมือนมั้ย เพราะรายละเอียดมันเยอะมากก็แล้วแต่คนดู...

แล้วถ้าจะให้แนะนำหนังสือที่ผู้ชมรุ่นเด็ก ๆ น่าจะชอบล่ะ?

คุณงามพรรณ: ทายใจวัยรุ่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่อยากจะทำเลยนะคะ ทายยากเดายาก แต่ที่อยากให้เอามาทำหนังเพราะน่ารัก ก็เช่น สร้อยแสงแดง ของคุณสุวรรณี สุคนธา หรืออย่างเรื่องที่เล่าถึงคนกลุ่มหน้าพระลาน ไม่รู้ว่ามันตกยุคไปมั้ย แต่วัยรุ่นอาจจะเศร้าก็ได้ พูดอยู่บ่อย ๆ ว่าทำให้มันเท่ ๆ น่ารัก ๆ ก็ได้นะ หรือหนังสือคุณอาจิณ ปัญจพรร ชุดเจ้าพ่อเจ้าเมือง ก็โอโห เป็นเรื่องรักที่แบบ ... ถ้าชอบดูคุณหลวงมีเมียหลายคนนะ แต่มันมากกว่านั้น มันพูดถึงบรรพบุรษตระกูลนึง ความดี การต่อสู้ ความเป็นคนลุ่มน้ำเจ้าพระยา หรือหนังสือของคุณวานิช น่าจะเอามา คนจะไปนึกถึงแม่เบี้ย แล้วก็นึกถึงฉากนั้นฉากเดียว แต่มันก็มีอย่างอื่นอีกน่ะ

หนังสือมันแสนจะมีให้เลือกเยอะแยะ หนังสือของคุณปราบดาเองก็น่าสนใจ แต่สุดท้ายแล้วก็อาจต้องไปเขียนบทหนังเองเพราะว่าหนังสืออาจไม่เข้าตาคนทำหนัง แต่แล้วมันก็จบลงที่ตลาดเป็นตัวกำหนดนั่นแหละ ถ้าเราไม่มองตลาด มองแต่ความน่าสนใจของหนังสือ พี่ว่าวรรณกรรมไทยก็ไม่น้อยหน้าใครเลยล่ะ มีให้เลือกได้ตั้งหลายอย่าง

แล้วเรื่องที่ตัวเองแต่งเป็นอย่างไร?

คุณงามพรรณ: เรื่อง 824 ที่พี่เขียนไว้ หรือเรื่องใหม่เรื่องฟ้าสีทอง พี่ก็ลุ้นนะว่าใครอยากเอาไปทำหนังมั้ยเพราะพระเอกน่ะเท่จะตาย (หัวเราะ) ละครน่ะก็มี แต่พี่ค่อนข้างจะเกี่ยงนิดหน่อย อย่างกะทิเนี่ยมันก็ไปเป็นละครตอนเย็น พี่ก็ ไม่เป็นไรก็ได้นะคะ เพราะไม่อยากให้ดัดแปลงเยอะ ละครมันก็มีปัจจัยอีกเยอะน่ะค่ะ พอเป็นละครแล้วมันยาว เค้าก็จำเป็นต้องดัดอีกเยอะ

-------

เสียงจากฟากวรรณกรรม ทำให้เราพอจะตั้งข้อสังเกตได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างหนังและหนังสือ เป็นสมการที่ซับซ้อน มีความเกี่ยวโยงกับบุคคลหลายฝ่ายทั้ง นักเขียน ซึ่งเป็นต้นทางของงานคุณภาพ บรรณาธิการที่มีบทบาทสำคัญสุดในการขัดเกลาผลงานและสร้างนักเขียนหน้าใหม่ที่ได้คุณภาพ ป้อนสู่วงการ

ฝ่ายภาพยนตร์เองก็ต้องมี โปรดิวเซอร์ ที่เล็งเห็นศักยภาพในงานเขียนชิ้นต่าง ๆ และสามารถ “ดัดแปลง” เรื่องราวให้เหมาะกับตลาดและเงินลงทุนได้ ผู้กำกับ นักเขียนบท แคสติ้ง เอฟเฟ็กต์ ฯลฯ เองก็มีส่วนรับผิดชอบหนักหนาไม่แพ้กัน เพราะต้องเรียบเรียงเนื้อหา และปั้นภาพออกมาให้ซื่อตรงและฉลาดพอที่ สาวกนิยายจะยอมรับได้ แม้แต่นักวิจารณ์วรรณกรรม บรรณารักษ์ นักการเมือง นักการศึกษาก็ถือว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการอ่านของคนไทย และโยงใยอยู่ในสมการเดียวกันด้วย เพราะหากหนังสือโดยตัวมันเองแล้วไม่มีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจ หรือกระจายไปไม่ถึงมือคนอ่านจำนวนมาก ๆ วงการวรรณกรรมก็คงเรียกร้องหาสะพานมิตรภาพเชื่อมระหว่างภาพยนตร์ได้ยากเช่นกัน

ที่สำคัญ หากประเทศไทยยังไม่ใช่สังคมที่เข้มแข็งด้านการอ่าน และยิ่งกว่านั้นคือ ไม่มีวรรณกรรมออริจินัลโดยคนไทย ให้อ่าน โอกาสที่คนทำหนังจะเจอตัวเลือกเหมาะ ๆ ในการสร้างภาพยนตร์จากหนังสือก็คงมีไม่มากนัก

ความซับซ้อนที่เห็นนำมาสู่คำถามข้อสองของเรา ที่ว่า ถ้าการเชื่อมต่อกันระหว่างสองสื่อมันยาก แล้วจะพยายามไปทำไม?

จะแคร์ไปไย

แม้สิ่งที่ Metacritic สรุปไว้อย่าง “ นักวิจารณ์และคนดูส่วนใหญ่ชอบหนังที่แปลงมาจากหนังสือ” ไม่ (น่าจะ)จริง ในสังคมไทย แต่เรื่องราวของประเทศที่ การอ่านและการภาพยนตร์เฟื่องฟูนี้ ก็ดูเป็นภาพฝันที่น่าศึกษาไม่น้อย

“[หนังต่างชาติ] ส่วนใหญ่ ไม่น่าจะต่ำกว่า 70 % ด้วยซ้ำมั้งต้องลองเช็คตัวเลขดูอีกที สร้างมาจากวรรณกรรม” คุณงามพรรณกล่าวถึงความร่วมมือระหว่างสองวงการในต่างประเทศ

“อย่างในแวดวงหนังสือ หนังสือเล่มไหนที่เขียนออกมายังไม่ทันได้พิมพ์ก็จะมีสูดิโอสนใจเขาก็จะ “จอง” ไว้ก่อน ถ้าหนังสือออกมาขายดีปุ๊ป เขาจึงมาทำสัญญาจริงจัง แล้วก็จะเอื้อต่อการอ่าน หนังสือก็จะขายง่ายขึ้น ในส่วนของลิขสิทธิที่จะซื้อมาแปล พอภาพยนต์ฉายปุ๊บ หนังสือก็ขายดีเลย...

...อย่าง Life of Pi ออกมาตั้งนานแล้ว พอหนังฉายหนังสือก็กลับมาขายดีอีกรอบ หรืออย่าง The Hunger Game เนี่ย โพสต์บุ๊คซื้อบอกว่าเล่มหนึ่งพิมพ์ออกมา บอกว่า โห ใจเสียเลย เหลือเยอะแยะพอหนังขายเท่านั้นแหละค่ะ ขายได้ทั้งชุดเลย มันก็เอื้อต่อกัน เป็นศิลปะคนละแบบตัวหนังสือกับภาพแต่มันก็สร้างความบันเทิงเหมือนกัน”

คิดเร็ว ๆ หากภาพยนตร์และวรรณกรรมหาจุดลงตัวกันได้ ก็น่าจะมีโอกาสมาก ว่าวงการวรรณกรรมจะตื่นตัวขึ้นอย่างมาก แต่ก็ออกจะแปลก ถ้าวงการหนึ่งจะต้องไปพึ่งอีกวงการเพื่อเติบโต เพราะความร่วมมือที่ฝ่ายเดียวได้ประโยชน์นั้น ย่อมไม่ยั่งยืน

เมื่อพิจารณาดูรูปแบบของสื่อแล้ว หนังสือมีข้อได้เปรียบกว่าหนังอยู่มาก ด้วยต้นทุนการผลิตต่อเล่มที่น้อยกว่า ผลิตได้หลายเรื่องหลากเนื้อหาในแต่ละปี แน่นอนว่า สำนักพิมพ์มีมากกว่าค่ายหนัง จึงเป็นธรรมดาที่หน้าหนังสือจะเป็นเสมือน “คลังพล็อต” ขนาดมหึมา ที่บรรจุ “สารพัดวัตถุดิบ” สำหรับการสร้างภาพยนตร์ไว้มหาศาล ช่วยทุ่นเวลาหาพล็อต อย่างที่ทีมเขียนบท โชคสองชั้น พิสูจน์มาแล้ว

การดัดแปลงหนังสือเป็นหนัง ยังนับเป็นการรียูสและต่อยอดฐานแฟนคลับที่ชาญฉลาด นำไปสู่การดัดแปลงทำสื่ออื่น ๆ ที่สามารถสร้างรายได้ต่อไม่สิ้นสุด ความร่วมมือเล็ก ๆ อาจกลายเป็นผลประโยชน์ที่ตกแก่ทุกฝ่าย ทั้งในแง่การสร้างงาน การโฆษณาวัฒนธรรมและไลฟสไตล์ พ่วงสินค้าและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น (ดู เชอร์ล็อก โฮล์มส์ หนึ่งในหนังสือเรื่องแรกที่ถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์เป็นตัวอย่าง)

แต่ถ้าสัดส่วนวรรณกรรมไทยสมัยใหม่ยังตีตื้นวรรณกรรมแปลไม่ได้ วัตถุดิบที่ภาพยนตร์จะสามารถหยิบใช้ก็มีน้อย ข้อได้เปรียบที่ว่ามาทั้งหมดก็แทบไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง เพราะงานแปลดัง ๆ เกือบทั้งหมดในแผงหนังสือ เป็นนิยายขายดีอยู่ก่อนแล้ว แต่ละเล่มมีค่าลิขสิทธิภาพยนตร์ที่แพงขนาดเป็นที่รู้กันดีว่า ควรรีบซื้อลิขสิทธิก่อนวางขายจะดีที่สุด

ฝ่ายภาพเคลื่อนไหว ทั้งภาพยนตร์และละครต่างก็ถือไพ่เหนือกว่า ในฐานะสื่อที่เป็นหัวหอกสำคัญ ในการขยาย “เรื่องราว” สู่สายตาประชาชนทั้งในและนานาชาติ กรณีของเกาหลีและจีนเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด ของการใช้สื่อภาพยนตร์-โทรทัศน์โปรโมตประเทศ ที่น่าสนใจคือ ความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีการปฏิวัติวงการวรรณกรรมประวัติศาสตร์ ที่ทำให้เนื้อหาวิชาการผ่อนคลายลง กลายเป็นเรื่องดราม่าที่น่าสนุก ภาพยนตร์เองก็เริ่มเป็ฯอิสระจากต้นฉบับมากขึ้น เงินสนับสนุนจำนวนมากและนโยบายส่งเสริมจากทางรัฐ ยังช่วยเรียกความเชื่อมั่นจากนักเขียนและแฟนหนังสืออีกทางด้วยว่า ผลงานดัดแปลงจะไม่ออกมาชุ่ยกี่ หรือถูกทิ้งให้พังยับไปต่อหน้าต่อตา

ตัวอย่างเล็ก ๆ ทั้งหมดนี้อาจสื่อให้เห็นภาพคร่าว ๆ ของการพัฒนาที่ ควบคู่กันไป ของทุกฝ่าย อันนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ทรงพลัง

ความสำเร็จของภาพยนตร์ดัดแปลงจากหนังสือ ยังจะช่วยตอบโจทย์การขยายวรรณกรรมไทยสู่สากลด้วย ในปัจจุบันที่ยังไม่มีค่อยมีการแปลหนังสือไทยเพื่อส่งออก หนังดัดแปลงที่ประสบความสำเร็จจะช่วยสนับสนุนให้นักเขียนร่วมสมัยในประเทศได้มีพื้นที่เผยแพร่ผลงานอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น และในอีกสิบปีข้างหน้า เราอาจได้มานั่งถกกันต่อไปว่า “การที่นักเขียนที่เขียนวรรณกรรมตามกระแสหนังนั้น เป็นเรื่องดีหรือไม่” แบบที่ Andre Dubus III (ผู้เขียนเรื่อง The House of Sand and Fog ซึ่งในปี 2003 กลายเป็นหนังที่ได้รับโหวตสูงถึง 75% จาก Rotten Tomato) ตั้งข้อสังเกตไว้ในการเสวนาที่ Boston Book Festival เมื่อสองปีก่อน

“การเล่นแล่แปรสื่อ” ระหว่างวงวรรณกรรมและภาพยนตร์จึงไม่ใช่คำถามบื้อ ๆ ที่สมควรได้รับคำตอบมักง่ายผสมคำประชดประชัน ว่า เป็นเพียงความคิดที่น่าหัวร่อ (จริง ๆ ก็ไม่มีคำถามไหนสมควรได้รับคำตอบแบบนี้) แต่เป็นการรวมพลังสร้างสรรค์ซึ่งต้องการเป้าหมาย แนวทาง และความร่วมมือที่ต้องพูดคุยกันต่อไปอีกมาก

เพราะไม่แน่ว่าในอนาคต เราอาจได้พบอีกหนทางที่จะช่วยคนไทย “ส่งเสียง” สู่โลกภายนอกได้ดังและไกลกว่าที่เป็นมาก็ได้ ไม่ว่าจะผ่านตัวอักษรหรือจอภาพก็ตาม


Comments


© 2023 by The Book Lover. Proudly created with Wix.com

  • Facebook B&W
  • Twitter B&W
  • Google+ B&W
bottom of page