top of page

Person of Interest: เลขฐานสองของพระเจ้า

หมวกบ้า
Nov 1, 2015
3 min read

​

Person of Interest: เลขฐานสองของพระเจ้า

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารสตาร์พิกส์ ฉบับ 850 February 2015

“คุณกำลังถูกจับตามอง...

รัฐบาลของเรามีระบบสอดแนม... ระบบคอมพิวเตอร์ที่จะเฝ้าติดตามดูคุณทุกวัน ทุกเวลา

ผมรู้... เพราะผมสร้างมันขึ้นมาเอง...”

----บทเปิดซีรีส์ Person of Interest

อดีต - 2011

ถึงจะนานกว่าที่จอร์จ ออร์เวลคาดไปถึงสามสิบปี แต่ บิ๊ก บราเธอร์* ที่เราเคยสงสัยกันว่าจะมีอยู่จริงก็โผล่หางออกมาจนได้ในปี 2013 เมื่อเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตเจ้าหน้าที่สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติอเมริกา (NSA) ที่รัฐบาลสหรัฐกำลังต้องการตัวมากที่สุด ออกมาเปิดโปงโครงการสอดแนมมวลชนของสหรัฐที่เริ่มปฏิบัติการตั้งแต่ห้าสิบปีก่อน

ก่อนหน้านั้นนักข่าวพยายามแฉเรื่องนี้แล้วหลายครั้งแต่กลับไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าไหร่ โชคดีที่ในบรรดาคอข่าวไม่กี่คน มีโจนาธาน โนแลน และ เกรก เพลกแมน รวมอยู่ด้วย และเมื่อทั้งคู่ตัดสินใจจับคอลัมน์ที่กระจัดกระจายมาปะติดปะต่อเข้ากับจินตนาการสุดมืดมน ซีรีส์อาชญากรรมที่เยี่ยมยอดที่สุดเรื่องหนึ่งของช่อง CBS อย่าง Person of Interest จึงได้ปรากฎสู่สายตาสาธารณชนครั้งแรกในปี 2011 กลายเป็นดราม่าซีรีส์ที่มียอดผู้ชมตอนแรกสูงสุดในรอบสิบห้าปี สูงจน CBS ตัดสินใจยกช่วงไพรม์ไทม์ซึ่งเคยเป็นของ CSI ให้กับเรื่องนี้ไปเลย... โอ๋นะ แอนโธนี่ ไซเกอร์

*สำหรับใครที่ยังไม่เคยอ่านหรือดูหนังเรื่อง 1984 บิ๊ก บราเธอร์ ไม่ใช่รายการเรียลลิตี้ แต่เป็นระบบสอดแนมที่ปรากฎอยู่บนหน้าจอทีวีทุกบ้านในรูปของชายที่เรียกกันว่าบิ๊ก บราเธอร์ ซึ่งจะจ้องดูเราผ่านทีวีตลอดเวลา ย้ายช่องหนีไม่ได้อีกต่างหาก

เรื่องย่อ

ท่ามกลางสงครามไซเบอร์และภัยก่อการร้ายที่คุกรุ่นบนแผ่นดินอเมริกา ฮาโรลด์ ฟินช์ โปรแกรมเมอร์อัจฉริยะได้ให้กำเนิดระบบคอมพิวเตอร์สอดแนมมวลชนขนาดมหึมาที่เรียกว่า “เดอะ แมชชีน” ขึ้น เพื่อหาตัวผู้ก่อการร้ายและหยุดแผนการชั่วก่อนเหตุวินาศกรรมครั้งใหม่จะอุบัติ ทว่าความสามารถของเดอะ แมชชีนกลับเปิดช่องให้เขาล่วงรู้ถึงแผนอาชญากรรมจำนวนมากตั้งแต่การปล้นจี้ ชิงทรัพย์ ไปจนถึงฆาตกรรม ซึ่งโปรแกรมจัดว่า “ไม่เกี่ยวข้อง” กับการก่อการร้าย

ฮาโรลด์พยายามยื่นมือเข้าไปช่วย แต่เบาะแสเล็ก ๆ เหล่านี้มักขยายไปสู่คดีที่รุนแรงและซับซ้อนอยู่เสมอ ยิ่งฮาโรลด์และทีมพยายามปกป้องผู้บริสุทธิ์มากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งจมลึกสู่วังวนของระบบราชการที่ฉ้อฉลมากขึ้นเท่านั้น และความโสโครกของสังคมมนุษย์นี้เองที่กำลังพาโลกเข้าสู่ยุคสงคราม AI โดยที่เราไม่รู้ตัว

คนดีในโลกสีเทา

“ตัวละครทุกตัวมีบาดแผลทางใจ มีเรื่องที่อยากเก็บงำเอาไว้ ได้เห็นและทำในสิ่งที่ยากจะลืมได้ แต่ทั้งหมดนั่นกลับหล่อหลอมให้พวกเขากลายเป็นคนที่เห็นแก่คนอื่น นั่นเองคือสิ่งที่ทำให้พวกเขาเป็นฮีโร่ ...”

ถึงแม้ว่าหลักการสร้างตัวละครที่โนแลนกล่าวไว้จะตรงกับฮีโร่อีกหลายตัวที่เรารู้จักกันดี แต่ฮีโร่เหล่านั้นก็มักเป็นพวกเหนือมนุษย์ที่ต่อสู้กับตัวร้ายเพื่อปกป้องเหล่า ตัวประกอบ มากกว่า ภาพที่ออกมาเลยมักจะเป็น---ประชาชนแตกฮืออยู่ข้างล่าง ระหว่างที่พระเอกและวายร้ายฟัดกันอยู่ข้างบน

แต่ฮีโร่ใน POI กลับเป็นแค่คนเดินดิน ที่...โอเค อาจจะฉลาดเหนือมนุษย์ไปหน่อย... แต่ก็เป็นคนธรรมดาที่คอยปกป้องคนเดินดินกินข้าวแกงด้วยกันจากผู้มีอิทธิพลในสังคมได้... โอ๊ย ขอก๊อปมาปะในโลกนอกจอสักคนบ้างจะได้มั้ย!

ฮาโรลด์ ฟินช์

(นามสมมติ--- ชื่อจริงยังไม่ได้รับการเปิดเผย) รับบทโดย ไมเคิล เอเมอร์สัน

หลังจากต้องเห็นเพื่อนรักถูก CIA ฆ่าตายต่อหน้าต่อตา ฮาโรลด์ซึ่งเคยคัดค้านการช่วยเหลือเหยื่อในอาชญากรรมที่ “ไม่เกี่ยวข้อง” มาตลอดจึงเพิ่งมาสำนึกได้ว่า “ทุกชีวิตสำคัญกับใครบางคนเสมอ”

เขาเริ่มเก็บเบาะแสที่เดอะ แมชชีนส่งมาให้ซึ่งมีเพียงรหัสประชาชนของ “ว่าที่ผู้กระทำความผิด” หรือ “เหยื่อ” เท่านั้น ซีรีส์อ้างว่า เครื่องถูกเซ็ตให้บอกได้แค่รหัสของเป้าหมายที่ควรจับตามอง เพื่อป้องกันไม่ให้คนนอกรู้ถึงกระบวนการทำงานของเดอะ แมชชีนและเพื่อให้คนได้มีสิทธิตรวจสอบ/ตัดสินคนด้วยกันเองตามหลักมนุษยธรรม ซึ่งก็ทำให้งานของคนดีกลายเป็นเรื่องลำบากไม่ใช่เล่น

ในปฏิบัติการแทรกแซงและคลี่คลายแผนอาชญากรรมนี้ ฮาโรลด์มีหน้าที่เป็นมันสมองและช่างเทคนิคประจำทีม เขาแฮคข้อมูลได้จากทุกองค์กรและเป็นผู้เชี่ยวชาญการสอดแนมระดับพระกาฬ ไม่บ่อยนักที่เขาจะออกจากห้องสมุดร้างซึ่งเป็นฐานลับของทีม แต่ถ้าออกเมื่อไหร่ ก็รู้ได้เลยว่าเรื่องใหญ่กำลังจะตามมาแน่ ๆ

เทคโนโลยีฉบับ POI : โปรแกรม Forced Pairing ของฟินช์

การโจรกรรมข้อมูลผ่านสัญญาณบลูทูธ หรือ Bluesnarfing เป็นเทคนิคที่เอเย่นต์ของฮาโรลด์ใช้เวลาตามสืบแผนอาชญากรรม ถึงตอนนี้เราจะมีหน้าต่าง “accept” ขึ้นมาป้องกันไฟล์ที่ไม่ได้รับเชิญแล้ว แต่ต่อหน้าแฮคเกอร์เก่ง ๆ แบบฮาโรลด์ ขอแค่เปิดมือถือไว้ ไม่ต้องเปิดบลูทูธ เครื่องของเราก็ถูกแฮ็คได้ง่าย ๆ ด้วยโปรแกรมเดารหัส 16.8 ล้านรูปแบบ (เรียกว่า Brute-Force Attack) ภายในไม่กี่วินาที หมายเลขโทรศัพท์, บทสนทนาของเรากับแฟน, รหัสเฟซบุ๊ค, GPS รวมถึงอัลบั้มภาพจิ้นสุดโบรแมนซ์ Finch/Reese ขนาด 1GB ในแกลเลอรี่ ก็จะแสดงผลบนหน้าจอมือถือของผู้สะกดรอยทันทีโดยที่เราไม่รู้ตัว... อุ๊ย... เผลอพูดอะไรออกไป

จอห์น รีส

รับบทโดย จิม คาร์วีเซิล

ใจสลายเพราะแฟนเก่าตาย ส่วนคู่หูที่ไว้ใจก็มาทรยศกันอีก อดีต CIA รายนี้ใช้ชีวิตเหงา ๆ เศร้า ๆ อยู่ในมุมมืดของนิวยอร์กมาตั้งนาน วันดีคืนดีก็มีเศรษฐีลึกลับนาม “มิสเตอร์ ฟินช์” มาว่าจ้างให้เข้าร่วมในปฏิบัติการลับช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ซะงั้น แม้จะนึกสงสัยในตัวตนและจุดประสงค์ของเจ้านายคนใหม่อยู่มาก แต่ด้วยงานใหม่ถูกจริต รีสจึงยังตามเกาะติดฟินช์ต่อไปและแอบตามสืบความหลังของเขาไปพลาง ๆ รีสเปรียบเหมือนแขนขาของทีม เขามีหน้าที่เข้าไปประชิดตัวเป้าหมายเพื่อเก็บข้อมูล (ทักษะที่ฟินช์ทำแล้วไม่ค่อยจะเวิร์ค) สอยคนร้ายให้ร่วงด้วยกระสุนอัดกระดูกหัวเข่า (เพราะกฎเหล็กของฟินช์คือ ห้ามฆ่าคน ต่อให้มันจะน่าฆ่าแค่ก็ตาม) และรีครูทตำรวจสองคนมาใช้ประกอบกิจการที่บางครั้งก็เกินความสามารถของทั้งคู่

ไลโอเนล ฟัสโก้

รับบทโดย เควิน แชปแมน

ตำรวจอ้วน ท่าทางเหลาะแหละที่มีดีมากกว่าขนาดพุงคนนี้เป็นตำรวจคนแรกที่รีสเลือกมาใช้งาน (แน่นอนว่าไม่ได้เลือกจากความดีงามแต่อย่างใด) นับแต่นั้น ฟัสโก้ก็เป็นทาสในเรือนเบี้ยของทีม POI มาตลอด แรก ๆ ฟัสโก้จำใจร่วมทีมเพราะถูกรีสแบล็กเมล์เรื่องที่เป็นสมาชิกแก๊งตำรวจเลวแห่งนิวยอร์ก หรือ HR หนำซ้ำยังถูกป้ายความผิดฐานฆ่าตำรวจไปอีกศพด้วย แต่แล้วความภูมิใจที่ได้ปกป้องประชาชนอย่างที่ตำรวจดี ๆ เขาทำกันก็ปลุกคนดีในตัวฟัสโก้ให้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เขาช่วยรีสสืบเรื่องของฮาโรลด์และเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการโค่นหัวหน้าใหญ่ของ HR ถึงกระนั้น ฟัสโก้ก็เป็นคนเดียวที่ทีมยังไม่ปล่อยให้รู้เรื่องของ เดอะ แมชชีน แม้จะผ่านมาถึงสี่ซีซั่นแล้วก็ตาม

โจส คาร์เตอร์

รับบทโดย ทาราจี พี. เฮนสัน

ฮีโร่ตัวจริงกระทิงแดงต้องยกให้เธอคนนี้ ตำรวจดีที่โลกรอ โจสเคยเป็นเจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายสอบสวนในสงครามก่อการร้ายที่อิรัก ก่อนจะกลับมารับใช้ชาติต่อในแผนกฆาตกรรมเมืองนิวยอร์ก ด้วยนิสัยเด็ดขาด มุ่งมั่น และสัญชาตญาณระดับยอดเยี่ยม ทำให้เธอเป็นตำรวจคนแรกที่ออกไล่ล่ารีสและเกือบทำให้ความลับของฮาโรลด์แตก ถึงกระนั้น โจสก็ไม่เคยรู้เรื่องของเดอะ แมชชีน และแม้จะไม่เห็นด้วยกับวิธีการนอกกฎหมายที่ทั้งคู่ใช้ในทีแรก สุดท้ายเธอก็ยอมมาเป็นพวกด้วยเพื่อลดจำนวนการตายของเหยื่อลง ในการทำงานร่วมกัน โจสมีข้อแม้ว่าเธอจะไม่ยอมแหกกฎเพื่อความยุติธรรมเด็ดขาดไม่ว่าเธอจะตกอยู่ในอันตรายร้ายแรงแค่ไหนก็ตาม นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เพื่อน ๆ รักและเคารพเธออย่างมาก กระทั่งมาเฟียยังชื่นชมในตัวเธอเลย

รูท

(ชื่อจริง: ซาแมนธา โกรฟ)

รับบทโดย เอมี่ แอคเกอร์

เธอสวย เธอฉลาด เธออันตราย ในโลกนี้มีแฮ็กเกอร์เก่ง ๆ มากมายก็จริง แต่คนที่ขุดหลุมดักอัจฉริยะคอมพ์อย่างแฮโรลด์ได้สำเร็จมีเพียงเธอเท่านั้น รูทใช้ชีวิตช่วงแรกในฐานะแฮ็กเกอร์รับจ้างและนักฆ่าเลือดเย็น แต่หลังจากที่ฟินช์กับรีสทำลายแผนฆาตกรรมของเธอสำเร็จ งานหลักของเธอก็กลายมาเป็นการตามสะกดรอยพวกเขาแทน กระทั่งรู้ตัวตนที่แท้จริงฟินช์และเรื่องของเดอะ แมชชีนทั้งหมด โค้ดอันสมบูรณ์แบบของเดอะ แมชชีนทำให้รูทหลงใหลได้ปลื้มถึงขั้นเปรียบมันเป็น “พระเจ้า” ของเธอและผันตัวมาเป็นสาวกที่ซื่อสัตย์ มนุษย์คนเดียวที่เดอะ แมชชีนยอมสื่อสารแผนการต่าง ๆ ด้วยโดยตรง รูทเปรียบเสมือนร่างอวตารที่คอยปกป้องเดอะ แมชชีนและทุกคนจากที่ไกล ๆ จนบางครั้งแม้แต่คนในทีมเองก็ยังไม่รู้ความเคลื่อนไหวของเธอ

ซามีน ชอว์

รับบทโดย ซาร่าห์ ชาฮี

“ถ้ารีสคือมีดแกะสลัก ชอว์ก็คือค้อน” สมาชิกคนล่าสุดของทีมคนนี้เป็นเจ้าหน้าที่ ISA (Intelligence Support Activity) ที่ถูกองค์กรหักหลังมา (ฟังดูคุ้น ๆ ) หลังจากที่รีสช่วยเธอออกมาจากกับดักได้ถึงสองครั้ง ชอว์ก็เริ่มเข้ามามีส่วนช่วยในภารกิจของทีมมากขึ้นแม้จะยังทำตัวเหินห่างอยู่บ้างตามประสาหมาป่าโดดเดี่ยว ชอว์มีปัญหาทางจิตมาแต่กำเนิด เธอไม่มีความรู้สึกร่วมกับใครสักเท่าไหร่ไม่เจ็บปวดหรือโศกเศร้า คุณสมบัตินี้ทำให้เธอเป็นหน่วยประจัญบานที่แข็งแกร่งที่สุด บุกที่ไหนพินาศที่นั่น ไม่ร่ำไรเห็นใจใคร และด้วยความที่เรียนหมอมาก่อน การมีชอว์ไว้จึงทำให้ทีมมีหน่วยพยาบาลส่วนตัวเป็นครั้งแรก ชอว์อาจจะไร้อารมณ์แต่การร่วมทีมพิทักษ์โลกครั้งนี้กลับทำให้เธอเปิดรับความรู้สึกของตนได้มากขึ้นและ “รัก” คนได้อย่างไม่น่าเชื่อ (...หรือเปล่า?)

เดอะ แมชชีน

มันมีชีวิต... และฉลาดสมเป็นผลิตผลของฮาโรลด์ ฟินช์ผู้ปราดเปรื่อง เดอะ แมชชีนเฝ้าดูเราทุกคนอย่างลับ ๆ วิธีที่มันติดต่อกับฟินช์เพื่อบอกรหัสประชาชนชุดต่อไปนั้นซับซ้อนเสียจน กว่าเราจะรู้กระบวนการทำงานของมันก็ปาเข้าไปซีซั่นสองแล้ว เดอะ แมชชีนเริ่มมีตัวตนมากขึ้นเมื่อรับรูทเข้ามาเป็นอวาตาร์ของตน ซึ่งรูทระบุทันทีว่ามันเป็น “เด็กผู้หญิง” ทั้งที่ยังไม่มีใครเคยเห็นตัวมันจริง ๆ อย่างไรก็ตามคนดูจะได้เห็นมุมมองของเดอะ แมชชีนทุกตอนผ่านภาพสีเทาของกล้องวงจรปิด เสียงซ่า ๆ จากเครื่องดักฟัง และกรอบรูปหลากหลายแบบที่มันใช้ระบุตัวตนของสิ่งต่าง ๆ ในภาพ และในซีซั่นสามและสี่ประสบการณ์ของเดอะ แมชชีนขณะพัฒนาโปรแกรมก็จะได้รับการเปิดเผยมากขึ้นด้วย

กรอบของเดอะ แมชชีนมีส่วนมากในการเล่าเรื่องและเพิ่มความระทึกให้กับ POI หน้าที่ของมันคือบอกใบ้สถานะตัวละครแล้วปล่อยให้เราทายกันเองว่าใครอาจเป็นคนร้ายและเมื่อไหร่ใครจะหักหลัง และเหล่านี้คือรหัสจากเดอะ แมชชีน

กล่องขาวมุมแดง : ว่าที่คนร้าย

กล่องแดง : บุคคลอันตรายต่อ เดอะ แมชชีน และแอดมิน

กล่องเหลือง : คนที่รู้ถึงการมีอยู่ของเดอะ แมชชีน

กล่องดำมุมเหลือง : คนที่รู้ถึงการมีอยู่ของเดอะ แมชชีน และกำลังสื่อสารกันโดยตรง (ในที่นี้มีแ รูท เท่านั้น)

กล่องน้ำเงิน : ทีมปราบแผนก่อการร้ายของรัฐบาล

วายร้ายลายทาง

  • CONTROL
  • HR1 ALONZO QUINN
  • MAFIA2 CARL ELIAS
  • DECIMA TECH GREER

CONTROL

Control : หน่วย NSA

คำขวัญ: ปกป้องอเมริกันชน...

ไม่ต้องสนวิธีการ

HR1 ALONZO QUINN

<HR : สมาคมตำรวจเลวเมืองนิวยอร์ก

คำขวัญ: เราคือเจ้าบ้านท่ีอบอุ่นแห่งวงการอาชญากร

MAFIA2 CARL ELIAS

Elias : เสือร้ายแห่งโลกมืด >

คำขวัญ: มาเฟียมีไว้ให้ปกครอง

DECIMA TECH GREER

​<Decima Technologies : องค์กรลับปรับอนาคต

คำขวัญ: โลกใหม่ต้องการเรา

ใครไม่เอาโดนเหยียบ

“เราชอบตัวร้ายในซีรีส์มากครับ โดยเฉพาะผู้ร้ายที่เราเห็นด้วยกับความคิดของเขาในบางมุม สนุกทุกทีที่เขียนเลยจริง ๆ” โนแลนกล่าว ซึ่งก็คงตรงกับใจคนดูหลายคน เพราะความสนุกอย่างหนึ่งของ POI อยู่ตรงที่ตัวละครไม่เคยแยกขาว-ดำชัดเจน โดยเฉพาะตัวประกอบนั้นมีรายละเอียดให้ค้นหามากซะจนเหมือนไม่ใช่ตัวประกอบ นับเป็นข้อดีอย่างหนึ่งของการดำเนินเรื่องแบบ Procedural หรือตอนย่อยร้อยเป็นเรื่องใหญ่

“ในเรื่องจะมีแง่มุมที่เป็นเรื่องย่อยแยกออกมา แล้วก็จะต้องมีมุมที่ใหญ่กว่าที่เชื่อมโยงทุกเรื่องอีกที จากนั้นก็ต้องมีตำนานความเชื่ออะไรสักอย่างที่ผลักเรื่องทั้งหมดไปข้างหน้าต่อด้วย ถ้าไม่มีเมื่อไหร่ เรื่องก็ว่างเปล่า” เพลกแมนอธิบายหลักการเขียนบทของพวกเขา บางครั้งเหยื่อก็เป็นผู้ร้ายซะเอง และหลายครั้งผู้ร้ายก็ทำเรื่องเลวลงไปเพราะเจตนาดี POI จึงไม่ใช่เรื่องของการพิพากษาคน แต่เป็นซีรีส์ที่ขับเคลื่อนไปด้วยการต่อสู้ระหว่างคนที่พยายามจะดีกับคนที่พยายามจะเลว ทุกตอนสะท้อนความคิด ความรู้สึกและผลจากการกระทำของคนทั่วไปที่มีทั้งดีและร้าย เราจะได้เห็นคนเลวกลับใจกำลังรอคอยที่ยืนในสังคม, คนที่เลือกใช้วิธีเลว ๆ เพื่อจัดการคนเลวด้วยกัน , คนที่ยอมทำเรื่องเลวร้ายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม (The Greater Good) กับคนที่เลวเพราะเชื่อมั่นว่านั่นคือทางรอดเดียวที่โลกต้องการ

สุดท้ายแล้ว ในโลกสีเทาใบนี้ สังคมเราควรจะเป็นแบบไหน เราควรจะเลือกเดินทางใดเพื่อให้ชีวิตและสังคมที่เราอยู่ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน นี่แหละคำถามสำคัญของ POI

ปัจจุบัน - 2015

โลก-เสรี-ที่น่าหวาดกลัว

ตั้งแต่ซีซั่น 1 ถึง 3 ประเด็นหลักของ POI แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการเล่าถึงความน่ากลัวของการถูกสอดแนมทางออนไลน์ล้วน ๆ เนื้อเรื่องแทบทุกตอนสอดแทรกสถานการณ์จำลองที่แสดงให้เห็นว่ามีโอกาสสูงมากแค่ไหนที่รัฐจะไม่ได้ใช้ข้อมูลเพื่อปกป้องคนจริง ๆ แต่ใช้สร้างหลักฐานเท็จ วางแผนฆาตกรรม และหาประโยชน์ส่วนตัวด้วยวิธีชั่วร้ายอื่น ๆ

“ที่ปนธ.พูดน่ะว่า เราต้องหาความสมดุลระหว่างความเป็นส่วนตัวกับความมั่นคงอย่างงั้นอย่างงี้น่ะ จริง ๆ แล้วคือเขาไม่ได้หาไง ไม่เคยเลย” เพลกแมนย้ำ “และก็ไม่จำเป็นต้องชี้แจงด้วยถ้าสโนว์เดนไม่แฉ... แต่เมื่อคุณบอกว่าต้องเลือกสักอย่างระหว่างความปลอดภัยกับความเป็นส่วนตัว แค่นั้นคนเริ่มหายโกรธแล้ว ซึ่งผมว่านั่นแหละที่น่ากลัวกว่า”

โนแลนและเพลกแมนให้ความเห็นในงานเสวนาครั้งหนึ่ง ในฐานะที่ซีรีส์ Person of Interest นำเสนอประเด็นที่กำลังเป็นข่าวร้อนในวันนี้ล่วงหน้ามาก่อนถึงสามปี

“มันถึงจุดที่เราในฐานะเอนเตอร์เทนเนอร์ต้องเข้ามาแล้วบอกว่า เอ้า ทุกคน เราจะแสดงให้คุณดูนะว่าทำไมถึงต้องใส่ใจกับเรื่องนี้ และนี่เป็นเหตุการณ์สมมติที่ดราม่า นั่นแหละความสนุกของซีรีส์นี้ล่ะ” โปรดิวเซอร์หนุ่มย้ำ

คำกล่าวอ้างประเภท "ความปลอดภัยแลกความเป็นส่วนตัวนั้น" ไม่เคยอยู่ไกลตัวเราเลยจริง ๆ ลองดูอย่างตอนปี 2553 ที่กระทรวงไอซีทีเสนอติดตั้งระบบดักจับข้อมูลอินเตอร์เน็ตเพื่อ “ปกป้อง” เราจากเว็บไซต์ไม่เหมาะสมดูสิ หรือจะตอนปี 2554 ที่รัฐบาลจะจัดซื้ออุปกรณ์ดักข้อมูลเพื่อ “ปกป้อง” สังคมจากการทำผิดมาตรา 112 หรือล่าสุด ข่าวที่ออกมาว่าคสช.จะขอข้อมูลแชตจากไลน์เพื่อ “ปกป้อง” เราจากการถูกยุยงให้ก่อความไม่สงบ (เพิ่มเติม ---- และล่าสุด... Single Gateway)

แน่นอนความมั่นคงเป็นสิ่งสำคัญ แต่เราจะป้องกันตัวจากพวกที่ใช้ความมั่นคงเป็นฉากบังหน้าได้อย่างไร?

นี่คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เห็นการเอาความปลอดภัยมาเป็นเงื่อนไขให้ลดความเป็นส่วนตัวลง (เพราะพรบ.เศรษฐกิจดิจิทัลที่เพิ่งผ่านอนุมัติหลักการไปก็ระบุอำนาจสอดแนมของรัฐไว้ไม่น้อยเหมือนกัน) เผลอ ๆ สังคมไทยแบบ POI อาจใกล้เข้ามาแล้วก็ได้

อนาคต - 2070

ยุคสงคราม A.I. ในซีรีส์

สู่ The Singularity ในปี 2070

ในซีซั่นสี่ หลังจากที่องค์กรลับ เดซิม่าฯ ปลุก A.I. “ซามาริตัน” ที่มีระบบตรรกะซับซ้อนพอฟัดพอเหวี่ยงกับเดอะ แมชชีน--- และอาจฉลาดกว่าด้วยข้อจำกัดทางศีลธรรมที่น้อยกว่า---ให้ฟื้นจากนิทราอันยาวนาน

เป้าหมายสูงสุดของมันไม่ได้หยุดอยู่แค่การยุติสงครามก่อการร้าย แต่กลับตั้งใจจะยื่นมือเข้ามาจัดระเบียบโลกทั้งใบด้วย

“ลองมองโปรแกรมประดิษฐ์พวกนี้ดูสิครับ” โนแลนอธิบาย “ทั้งไวรัส บั๊ก เวิร์มส ทั้งหมดนี่เทียบได้กับสัตว์เซลล์เดียวใช่ไหม ช่างเหมือนกับเราในยุคครัสเตเชียสที่ชีวิตหลายรูปแบบกำลังแข่งกันเอาตัวรอดเลยครับ ต้องมีสักวันแน่ที่สิ่งประดิษฐ์เหล่านี้จะรวมเข้ากับบางสิ่งที่ใหญ่พอ มีระบบมากพอแล้วกลายเป็นอะไรที่เราเรียกว่า A.I. ได้ ไม่ว่าจะด้วยความบังเอิญหรือมีใครสร้างขึ้นก็ตาม เหมือนกับที่ เกรียร์ (หัวหน้าใหญ่ขององค์กรลับ เดซิม่า เทคโนโลยีส์) บอกนั่นแหละ A.I จะกลายเป็นกลุ่มเทพที่บงการเราให้ควบคุมกันเองอีกที”

แนวคิดนี้เป็นส่วนหนึ่งของ ทฤษฎีซิงกูลาริตี้ และ คอนเวิร์เกนซ์ หรือสังคมมนุษย์ผสมเทคโนโลยี ซึ่งเชื่อว่า ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จะเร่งความเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนพามนุษย์ไปสู่สังคมโฉมใหม่ภายในปี 2070 ถึงตอนนั้นเราจะมีสุดยอดปัญญาประดิษฐ์, เทคโนโลยีเพิ่มสมรรถนะกายมนุษย์ และระบบสั่งการอุปกรณ์ด้วยความคิด ใช้กันแล้ว ซึ่งจะว่าไปเรื่องนี้ก็ไม่น่าใกล้เกินเอื้อม เพราะต้นเดือนที่ผ่านมา IMB บริษัทผลิตระบบคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่ของอเมริกาเพิ่งจะพยากรณ์ไปว่า ในอีกแค่ห้าปี เทคโนโลยีสมองกลจะก้าวไกลถึงขั้นที่สามารถกำหนดแนวทางอาชีพให้เราได้ตั้งแต่เด็ก ตอบสนองรสนิยมของเราในทุกด้าน ปรับพันธุกรรมร้ายให้กลายเป็นดี มันจะเป็นผู้คุมระบบเมืองที่แสนวิเศษแถมยังช่วยปกป้องเราจากการสวมรอยออนไลน์ได้อีกด้วย... แน่นอน นั่นหมายถึงในประเทศโลกที่หนึ่ง

ขณะที่ย้อนกลับไปห้าปีที่แล้ว โลกก็เพิ่งค้นพบเวิร์มส์ Stuxnet ไวรัสคอมพิวเตอร์หนึ่งเดียวที่ก่อเหตุวุ่นวายในโลกออฟไลน์ได้เป็นครั้งแรก ไม่นานนักมันก็โจมตีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของอิหร่านไปมากกว่าพันเตา ไม่มีใครรู้ว่า Stuxnet เกิดขึ้นได้อย่างไรและอยู่มานานแค่ไหน (ข่าวลือว่าอิสราเองและอเมริกาอยู่เบื้องหลัง) แต่ความจริงก็คือเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้อิหร่านเรียกรวมพลแฮ็กเกอร์มากมายจนมีกองทัพไซเบอร์ที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกในตอนนี้ ส่วน Stuxnet นั้นยังคงหลับใหลอยู่ในระบบคอมพ์ของเรา รอให้ใครสักคนมาปลุกมันด้วยคำสั่งชุดใหม่ที่เราไม่มีทางรู้ได้ถึงจุดประสงค์แท้จริง

ดูเหมือนในอนาคตอันใกล้ คอมพิวเตอร์จะเข้ามามีอิทธิพลกับชีวิตเราในทุกด้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และดีไม่ดีก็อาจยืนแขนออกมานอกจอเพื่อควบคุมเราอย่างเบ็ดเสร็จไม่วันใดก็วันหนึ่ง หรือไม่อย่างนั้น หากคำพยากรณ์ของ POI เป็นจริง ทุกวันนี้ โลกของเราก็อาจกำลังถูกปรับแต่งอยู่แล้วก็ได้โดยฝีมือของ A.I. ลึกลับที่กำลังเฝ้ามองเราอยู่ทุกเวลา

ด้วยสายตาของพระเจ้า!

*** เข้าไปทำความรู้จักกับสังคมซิงกูลาริตี้ให้มากขึ้นได้ กับหนังเรื่อง The Singularity is Near

และชมคลิปพยากรณ์อนาคตเทคโนโลยีในอีก 5 ปีข้างหน้าของ IMB ที่

Comments


© 2023 by The Book Lover. Proudly created with Wix.com

  • Facebook B&W
  • Twitter B&W
  • Google+ B&W
bottom of page