[Movie Journal] The Secret Life of Walter Mitty

Life's Motto
"To see things thousands of miles away,
things hidden behind walls and within rooms,
things dangerous to come to . . .
to see and be amazed.”
พิมพ์ครั้งแรก ใน Facebook (2014)
คลอดทันต้อนรับปีใหม่ (2015) พอดี สำหรับ The Secret Life of Walter Mitty ภาพยนตร์ดราม่าฟีลกู๊ด ผลงานกำกับและนำแสดงของเบน สติลเลอร์ ร่วมกับมือเขียนบท สตีฟ คอนราด ที่เคยเขียนบทให้กับภาพยนตร์อบอุ่นหัวใจอย่าง The Pursuit of Happiness
ตำนานชีวิตชวนขันฝันสลายของนายมิตตี้เริ่มต้นเมื่อปี 1939 ใน นิตยสาร The New Yorker โดย เจมส์ เทอร์สเบอร์ นักเขียนเรื่องสั้นชาวอเมริกัน ว่าด้วยชีวิตจืดชืดของสามีขี้หงอนายหนึ่งที่ชอบสติหลุดหนีความจริงไปอยู่ในห้วงฝันของตัวเอง เรื่องจบลงอย่างอึมครึมในฉากสุดท้ายที่มิตตี้จินตนาการว่าตัวเองกำลังยืนเป็นนักโทษรอประหารด้วยท่วงท่าทรนง บอกใบ้ถึงความเด็ดเดี่ยวที่จะจมอยู่กับจินตนาการ ขณะที่ในทางกลับกันก็สะท้อนถึงชีวิตอันโดดเดี่ยวสิ้นหวังของชายผู้จะไม่มีวันได้หลุดจากโลกแฟนตาซีของตัวเอง
เรื่องของมิตตี้โดนใจมหาชนเข้าเต็มๆ ถึงขนาดที่ชื่อของเขา หรือ “วอลท์” กลายเป็นคำสแลงในหมู่ทหารอังกฤษซึ่งหมายถึงพวกที่มาเป็นทหารเพราะอยากเท่ ส่วน “มิตตี้เอสค์” (Mittyesque) ก็กลายเป็นคำเรียกเหล่านักฝันกลางวันไปซะอย่างงั้น

สำหรับเวอร์ชั่นภาพยนตร์ปีนี้ วอลเตอร์ มิตตี้อวตารใหม่อีกครั้งนับตั้งแต่ถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์คอเมดี้ปี 1947 กลับสู่โทนดราม่าในฉากปี 2007 ณ สำนักงานไลฟ์ แม็กกาซีน นิตยสารในเครือหนังสือพิมพ์ไทม์ที่ลักปิดลักเปิดอยู่หลายรอบ จนในที่สุด หายนะที่เรียกว่า การปิดกิจการและเลย์ออฟ ก็พุ่งเข้าจู่โจมเหล่าพนักงานอย่างไม่มีใครทันได้ตั้งตัว
ในห้วงเวลาชะตาขาดนี้เองที่ วอลเตอร์ มิตตี้ หนุ่มนักฝันผู้จืดชืดประจำห้องเก็บฟิล์มของไลฟ์ ได้ประสบกับชะตากรรมเฮงซวยครั้งที่นับไม่ถ้วนของชีวิต เมื่อ “The Quintessence” (แก่นสารแห่งชีวิต) ฟิล์มเฟรมที่ 25 ของฌอน โอ คอนเนอร์ ช่างภาพกิตติมาศักดิ์ของไลฟ์ ดันหายไปอย่างไร้ร่องรอย แถมบังเอิ๊ญ... ว่ามันยังเป็นภาพที่กองบรรณาธิการวางแผนจะใช้ขึ้นปกนิตยสารฉบับสุดท้ายซึ่งจะวางแผงในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าอีกด้วย มิตตี้จึงจำต้องออกจากห้องเนกาทีฟที่ตนอุดอู้อยู่มาได้เกือบครึ่งชีวิต เพื่อตามหาฌอนกับฟิล์มปริศนาแผ่นนั้น
ร่องรอยของฌอนพาเขาเดินทางไกลสู่ยุโรปเหนือ ฝ่าฟันฝูงฉลามด้วยกระเป๋าเอกสารเพียงหนึ่งใบ และใช้ชีวิตสุดเอ็กซ์ตรีมย่านเอเชียกลางไปจรดเทือกเขาหิมาลัยในหนึ่งวีค อย่างที่ไม่น่ามีพนักงานบริษัทคนไหนเคยทำได้มาก่อน
มิตตี้ก็เหมือนกับคนทำงานทั่วไปที่สาละวนอยู่กับการเป็นเสาหลักของครอบครัว ตลอดเวลาที่ออกไปโลดเต้นอยู่ ณ โลกภายนอก เขาคิดเสมอว่ากำลังอดทนเพื่อปากท้องของแม่และน้อง ทว่าสิ่งที่เขาฝันถึงและโหยหามาตลอดอาจไม่ใช่ความมั่นคงในชีวิตและการงานอย่างที่คิด
การตามหาฌอนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวการตามหาฟิล์มที่สูญหาย แต่เป็นโอกาสเดียวที่คนขี้กลัวคนหนึ่งจะเลิกเอาแต่ “ฝันเฟื่อง” ถึงสิ่งที่ตนไม่ได้ทำ เลิกหมกมุ่นกับอดีตหรือหวาดกลัวต่ออนาคต และเริ่มตามหาจินตนาการใหม่ๆ ในโลกกว้าง ออกไปเห็นและเป็นอิสระจากมายาภาพเพ้อฝันของละครและหนังฮอลลีวู้ด
และเหนือสิ่งอื่นใดคือ ไม่ลืมที่จะย้อนกลับมาสำรวจความต้องการของตัวเอง ตระหนักถึงคุณค่าของงานที่ตนกำลังทำ และรู้จักเพลิดเพลินไปกับมัน
แม้ผู้กำกับจะตั้งใจรักษาโทนดราม่าหวานเศร้าเอาไว้ แต่ฉากชวนหัวช่วงมิตตี้สติหลุด รวมถึงบทตลกหน้าตายที่วางไว้อย่างชาญฉลาดก็ยังสามารถเรียกเสียงฮาดังๆ จากคนดูได้อย่างงดงาม ฉากแฟนตาซีอันน่าตื่นตาระหว่างที่มิตตี้โดนภาพฝันเข้าแทรกแบบกะทันหัน สอดผสานไปกับการผจญภัยที่มีฉากหลังเป็นทิวทัศน์อันไพศาลได้อย่างลงตัว การนำภาพชวนตะลึงจากทั้งสองฝั่งมาประชันกันแบบนี้ ดูเหมือนหนังกำลังตั้งใจจะยั่วล้อว่า โลกภายนอกนั้นยังมีเส้นสายลายแสงรอให้มนุษย์ผู้กล้าออกเดินทางไปสัมผัสอยู่อีกมาก (และคนกลุ่มหนึ่งที่ได้รับอภิสิทธินั้นไปเต็ม ๆ ก็คือ--- ทายสิใคร ----- ช่างภาพสารคดีไงล่ะ!) การออกเดินทางจาก Comfort Zone จะสร้างความทรงจำที่ล้ำค่ายิ่งกว่าประสบการณ์มือสองในกรอบฟิล์ม หน้านิตยสาร หรือจอภาพใด ๆ และอาจงามล้ำเกินกว่าที่นักฝันคนไหนจะจินตนาการออกก็ได้ ใครจะรู้
ด้วยองค์ประกอบที่ลงตัวทั้งหมดนี้ การผจญภัยของมิตตี้ในแบบเบน สติลเลอร์จึงไม่ขมฝืดเพราะปมที่ไร้การสะสางอย่างในงานออริจินัล ขณะเดียวกันก็ไม่ได้เบาโหวงจนไม่เหลืออะไรให้ขบคิด แต่กลับอบอุ่นและกลมกล่อมด้วยมุมมอง- แง่คิดดีๆ ที่เหมาะแก่การเปิดศักราชใหม่ และการเริ่มต้นค้นหาสุนทรีย์แห่งชีวิตตลอดปีข้างหน้า
ไม่มีเลนส์อะไรจะถ่ายทอดความประทับใจที่มีต่อโลกได้ดีเท่าเลนส์ตามนุษย์ Walter Mitty ปี 2014 คงอยากจะบอกกับผู้ชมเช่นนี้




Comments