top of page

SONG-TRANS ll Listen to the Rain

หมวกบ้า :D
Nov 22, 2015
3 min read

Listen to the Rain

- EVANESCENCE -

TRANSLATED BY: หมวกบ้า :D

เผยแพร่ครั้งแรกในเว็บ Dek-D MUSIC & LYRICS รับแปลเพลงตะวันตก

ซีรีส์ "[บ้า] แปลเพลง"

19 มีนาคม 2554

------------------------------------

TRANSLATOR's NOTE

เพลงนี้เป็นแนวคอรัส ฟังแล้วนึกถึงยุคกลาง บทสวดบูชากลางป่าเขาขอสาวกเพแกน

หรือการร้องประสานเสียงในโบสถ์แนวกอธิคที่ไพเราะและดูมีพลังลึกลับบางอย่าง

แต่ความหมายของกลับน่ารักและอบอุ่นอ่อนโยน

ใครกำลังเศร้า ๆ อยู่ ได้ฟังเพลงนี้คงจะรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาได้แน่ ๆ

ส่วนขั้นตอนการแปลเพลงนี้ก็ไม่ลำบากยากเย็นอะไรมากค่ะ

อยู่ในระดับแปลง่าย ๆ สบาย ๆ แต่มันมาชะงักก็ตรงคำคำหนึ่งนี่แหละค่ะ

ทำไมต้องสายฝนล่ะ?

/// นักร้องคนนี้สวยลึกลับมากค่ะ สไตล์สาวโกธิคจริงๆ ^ ^ (ปลื้ม)/// หมวกเลยต้องหลบไปค้นนานเลย หมวกเคยได้ยินเรื่อง God is in the rain .... ถ้าใครเคยดู V for Vendetta นี่เป็นหนึ่งในประโยคคลาสสิคของเรื่อง ตอนอีวี่ออกจากคุกที่เธอโดนทรมานแล้วฝนตกลงมา เธอยืนอยู่กลางสายฝนแล้วตะโกนขึ้นฟ้าด้วยประโยคนี้

ส่วนในหนังเรื่อง Adjustment Bureau ฝนก็ยังได้รับบทบาทสำคัญให้เป็นตัวขัดขวางสัญญาณโทรจิตไม่ให้มนุษย์อ่านความคิดกันและกันได้ด้วย

ดูเหมือนว่าฝน จะมีความหมายพิเศษอะไรแฝงอยู่รึเปล่านะ? หรือว่าเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงการเชื่อมต่อระหว่างฟ้าดิน เป็นสิ่งที่สร้างชีวิต หรือเป็นความรักจากพระเจ้า

จากการรีเสิร์ชอย่างหนักหน่วง หมวกได้สรุปการตีความไว้ข้างท้ายเพลงเหมือนเดิม

ขอให้สนุกกับการฟังเพลงนะ :D ปล. หมวกชอบชื่อของศิลปินคนนี้ EVANESCENCE (n.) อวา'เนสเซินส์ แปลว่า การเลือนหายไปในเวลาอันสั้น เช่น After you lose a loved one, often you're gripped with a fear of evanescence, or the rapid fading from sight or memory of that person.

(หลังจากที่สูญเสียบุคคลอันเป็นรัก เราก็มักจะกลัวว่า ความหลงลืมจะมาเยือน

คือ เรากลัวจะลืมภาพและความทรงจำเกี่ยวกับคนคนนั้นไป) -----------------------------------------------

(Rain) Listen listen

ฟังสิ ฟังสิ

Listen listen Listen listen Listen listen Listen (listen) listen (listen) Listen (listen) listen (listen) Listen (listen) listen (listen) Listen listen

Listen to each drop of rain (listen listen) ฟังเสียงฝนแต่ละหยาด (ฟังสิ ฟังสิ)

Aaah อา...

Whispering secrets in vain (listen listen) กระซิบความลับอย่างไร้ผล (ฟังสิ ฟังสิ)

(in vain เป็นสำนวนว่า ไม่ได้ผล ไม่สำเร็จ)

Aaah อา...

Frantically searching for someone to hear ค้นหาอย่างบ้าคลั่งว่า จะมีใครฟังมันบ้าง

Their story before they hit ground ฟังเรื่องเล่าของพวกมัน ก่อนจะตกกระทบพื้นดิน

Please don't let go ได้โปรด....อย่าเพิ่งไปได้ไหม

Can't we stay for a while? ทำไมเราไม่อยู่ตรงนี้อีกสักนิด

It's just to hard to say goodbye มันยากที่จะร่ำลา

Listen to the rain ฟังเสียงสายฝนดูสิ

Aa...ah อา... อา...

Listen listen listen listen listen listen to the rain ฟัง ฟัง ฟัง ฟังเสียงสายฝน

Weeping ...ที่กำลังคร่ำครวญ

Oo...ooh oooh ooh oo...ooh อู........โอ.......

Oo...ooh oooh oh oh

Listen (listen) listen (listen)

Listen (listen) listen

I stand alone in the storm (listen listen) ฉันยืนอยู่เดียวดายกลางพายุฝน (ฟังสิ ฟังสิ)

Suddenly sweet words take hold (Listen listen) ทันใดนั้น ถ้อยคำหวาน ก็โอบอุ้มฉันเอาไว้

Hurry they say for you haven't much time รีบฟังเข้าสิ สายฝนกำลังพูดกับเธอ เวลาเหลือน้อยนัก

(ในที่นี้คือคนร้องกำลังบอกให้ใครสักคนฟังเสียงสายฝน

เป็นประโยคคำสั่ง imparative sentence)

Open your eyes to the love around you เปิดตาของเธอ มองดูรักที่รายล้อมเธอเสียสิ

You may feel you're alone เธออาจรู้สึกตัวคนเดียว

But I'm here still with you แต่ฉันยังคงอยู่กับเธอนะ

You can do what you dream เธอต้องทำตามที่เธอฝันได้แน่

Just remember to listen to the rain เพียงแค่ อย่าลืมฟังเสียงสายฝนเท่านั้น

oo...ooh oh oh oh oh ooh ooh oh oh oooh Listen

ฟังสิ....

----------------------------- .

.

.

.

.

เอาล่ะ... ทั้งหมดนั่นมันคืออะไร...

มาตีความเพลงกันดีกว่าค่ะ! อย่างที่เห็นเพลงนี้คำศัพท์ค่อนข้างง่ายไม่ค่อยซับซ้อน แต่ตีความได้ลึก

เพราะมันเล่าเรื่องเป็นภาพนามธรรมมาก ๆ ไม่มีประธานชัดเจนว่าใครพูดอะไรกับใคร

และใช้ บุคคลาธิษฐาน กับสายฝนหรือก็คือ

เล่าว่าสายฝนมีพฤติกรรม "กระซิบ" "เล่าเรื่อง" ได้เหมือนคน

ภาษาอังกฤษเรียกว่า personification (n) ซึ่งก็คือการ personify (v)

สิ่งของ สัตว์ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ให้แสดงกริยาอาการได้แบบคน

เช่น ฟ้าร้องไห้ ได้ยินเสียงใบไม้กระซิบกระซาบกัน

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเน้นอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครในคำประพันธ์

ดังนั้นเราต้องจินตนาการมากหน่อยเพื่อเข้าถึงความหมายของเพลง

ที่ดูจะเป็นเพียงก้อนอารมณ์หนัก ๆ ปราศจากเรื่องราว

เพลงนี้แกนหลักของมันคือให้กำลังใจและปลอบโยน

เนื้อหาสำคัญก็คือ จงลืมตา สัมผัสและรับรู้ถึงความรักที่อยู่รอบกายของเรา อย่ามัวเศร้า และคิดว่าเราอยู่ตัวคนเดียว น่ารักใช่มั้ยล่ะ

ส่วนถ้าจะถามว่า แล้วตกลงเพลงมันกำลังพูดถึงอะไรกันแน่

หมวกตอบได้แค่ว่า เราคงไปล่วงรู้ความคิดคนแต่งร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้

ทำได้ก็แต่เดาเรื่องจากชิ้นส่วนอารมณ์ที่ปะติดปะต่อกันขึ้นมาเป็นเพลงเท่านั้น

ในเว็บ genuis.com อ้างว่า เพลงนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับพ่อที่สูญเสียลูกชายไปโดยไม่ทันได้ร่ำลา

เขายืนอยู่หน้าหลุมศพของลูกแล้วรู้สึกเดียวดาย เหมือนชีวิตนี้เขาไม่เหลือใครอีกแล้ว

สายฝนเปรียบเหมือนความเสียใจที่ตกลงมาใส่ร่างเขา

ขณะที่ยืนอยู่เหนือหลุมศพของลูกแล้วเฝ้าคิดถึง

พ่อผู้สูญเสียไม่อาจหนีจากสายฝนแห่งความเศร้าที่ยาวนานนี้ไปได้

แต่ในสายฝนที่ตกลงมาแล้วจางหายไปในพื้นดินอย่างรวดเร็ว... เหมือนกับชีวิตของลูก

พ่อได้ยินเสียงหยาดน้ำกระซิบบอกกับตน

ถ้อยคำที่กระซิบนั้นอาจเป็นความทรงจำ เป็นคำที่ลูกเคยพูดไว้ว่า

แม้พ่อจะรู้สึกว่าอยู่ตัวคนเดียว แต่ให้มองดูรอบ ๆ สิว่า ยังมีคนที่รักและห่วงใบพ่ออยู่มากมาย

และลูกก็จะยังอยู่เคียงข้างพ่อเสมอ

ในแง่สัญลักษณ์... ที่หมวกหามาได้ สายฝน หมายถึงอาจการเชื่อมต่อ

ในเว็บตีความฝัน หากเราฝันถึงฝน แปลว่าเรากำลังต้องการเชื่อมสัมพันธ์กับคนรอบข้าง

เช่นต้องการความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ เป็นต้น ซึ่งเข้ากับที่เพลงบอกว่า ให้เรา Listen to the rain และ Open your eyes to the love around you

จงรับรู้ จงฟังเสียงของความรักรอบกายเรา ฝนอาจจะหมายถึงความสดชื่น ชุ่มช่ำก็ได้ เป็นความรักที่ส่งมาจากฟ้า

อันนี้หมวกเห็นภาพประมาณว่า เพื่อน ๆ คนรอบข้างที่ห่วงใย

ได้ส่งความรักความปรารถนาดีลงมาให้เราซึ่งกำลังจมปลักอยู่กับความเศร้าเสียใจ

และรู้สึกสิ้นหวังหมดหนทาง ว่าแต่ ทำไมฝนถึงอยากบอกอะไรเราด้วย

และเรื่องอะไรกันที่มันอยากจะบอกก่อนที่จะตกกระทบพื้นกันล่ะ ตีความแบบที่หนึ่ง... มองสายฝนในฐานะคนแต่ละคนที่รายรอบเราค่ะ ในบางครั้งเรารู้สึกว่าฟ้าช่างมืดมิด เหมือนฝนจะตก แบบที่สำนวนฝรั่งเค้าเปรียบความเศร้าเซ็งกับฝนน่ะค่ะ (เหมือนในเพลง Rain drops keep falling on my head )

เพราะว่ามันไม่มีแสงส่องลงมา มันหนาวเย็นและน่ากลัว การที่เรารู้สึกโดดเดี่ยวและหนาวเหน็บท่ามกลางสายฝนกระหน่ำ

ก็เหมือนกับที่เรากำลังเศร้าและถูกตัดขาดจากคนที่รอบข้าง เรารู้สึกว่าฝนช่างน่ากลัวและโหดร้าย เย็นชา ไม่เป็นมิตร

แต่ความจริงแล้ว บางทีอาจเป็นเพราะเราไม่เปิดใจก็ได้ คนเหล่านั้น ฝนเหล่านั้น อาจจะพยายามปลอบโยนเราอยู่

ด้วยการถ่ายทอดเรื่องราวที่ประสบพบเห็นมา

เพื่อให้หนทาง เพื่อให้กำลังใจก่อนทจะตกลงสู่พื้น

ซึ่งก็หมายถึงก่อนที่เขาจะจากเราไปนั่นเอง (อาจหมายถึงตาย หรือแค่จากกันเฉยๆ) การที่เราไม่ฟังสายฝน ก็เหมือนเราได้มองข้ามคนรอบข้างที่ปรารถนาดีไป แต่หากว่าเราเปิดใจฟังพวกเขาบ้าง ก็จะพบว่า Suddenly sweet words take hold คุณไม่ใช่ตัวคนเดียวในโลก ยังมีอีกหลายคนที่รักคุณ แต่ก็ต้องรีบ ๆ ฟังหน่อยล่ะ

Hurry up cause you haven't much time

เพราะคนเราไม่ได้อยู่เป็นอมตะ สักวันก็ต้องตายจากกัน

แม้ในท่อนแรกจะบอกว่า

Please don't let go

คือถึงเราจะขอให้อยู่ด้วยกันต่อ แต่ก็ฝืนธรรมชาติไม่ได้

ดังนั้นก็ต้องรีบฟังเสียงของพวกเขาให้ดี พยายามเข้าใจกันให้มากก่อนจะสายเกินไป ตีความแบบที่สอง ถ้าเปรียบสายฝนเป็นความรักของใครบางคนล่ะ? ลองเปรียบให้ฝนเป็นความรักจากพ่อแม่ดู... พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดเรา ให้ความรักเราอยู่ทุก ๆ วัน แต่สิ่งที่พ่อแม่ทำ บางครั้งก็ขัดใจเราเหมือนกัน

ถ้าเปรียบความรักของพ่อแม่เหมือนฝน บางวันฝนก็มาพร้อมฟ้าผ่าฟ้าร้องน่ากลัว

(การดุว่า ตวาด ตะคอก ประชด เป็นต้น) บางทีความรักที่ตกลงมาท่วมท้นก็ทำให้เราลำบาก ทำให้เราเซ็ง

เหมือนกับที่ฝนทำให้ดินชุ่มฉ่ำ แต่ก็ทำให้เฉอะแฉะ (และรถติด) แต่อย่าลืมว่าสายฝนเหล่านั้น...มันมีเวลาจำกัดเหมือนกัน... จนกว่าพ่อแม่จะตายจากเราไป จนกว่าฝนจะกระทบลงดินจนหมดและหมดเวลาเล่าเรื่อง

มัน Frantically searching for someone to hear เหมือนที่พ่อแม่กำลังพยายามร้องบอกลูกทุกขณะจากการกระทำทุกอย่างว่า รักลูกแค่ไหน

ความหวังดีที่อยู่ในเม็ดฝนทุกหยดหยาด ลูกไม่ได้รับฟังมันเลย ถึงอย่างนั้นในวันที่ลูกเศร้าใจ หรือรู้สึกโดดเดี่ยว

ในท่อนที่ว่า I stand alone in the storm พ่อแม่ก็ยังอยู่เคียงข้าง และปลอบโยนว่า ลูกสามารถทำอะไรก็ตามที่ฝัน และอย่าลืมว่าพ่อแม่รักลูกเสมอ

You can do what you dream Just remember to listen to the rain

ขอให้ฟังเสียงในใจพ่อแม่ที่ซ่อนอยู่ภายใต้การกระทำด้วยแล้วจะรู้ว่ามีคนที่รักลูกอยู่ตรงนี้สองคน ตีความแบบนี้ทำให้หมวกนึกถึงคำพูดที่ว่า จงฟังเสียงจากใจด้วยใจ ใช่แค่รับรู้มันด้วยหู ความหมายแบบที่หนึ่งกับสองนี่หมวกแปลก่อนจะหาข้อมูลที่เกี่ยวกับพระเจ้า

ดู ๆ ไปมันก็คล้าย ๆ ครือ ๆ กันอยู่บ้าง แต่ถ้าตีความแบบที่สามจะต่างไปเลย ตีความแบบที่สาม (อันนี้หมวกไม่ได้เป็นคริสต์นะคะ อาจเข้าใจอะไรผิดไป ใครที่รู้เรื่องคริสต์รีบยกมือแย้งด่วนๆเลยค่ะ !) มองฝนเป็นพระเจ้า แบบที่ว่า พระเจ้าอยู่ในสายฝน เนื้อหาจะเปลี่ยนไป หมวกลองไปศึกษาประโยค God is in the rain มาค่ะ และพบเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย ในหนังเรื่อง V for Vendetta อีวี่พูดคำนี้ เพราะเคยอ่านจากม้วนกระดาษของนักโทษคนก่อน

ที่ซ่อนไว้ในห้องขังของเธอ ม้วนกระดาษนั้นเล่าเรื่องของตัวนักโทษคนนั้นเอง และมีตอนนึงที่เค้าเล่าถึงยายเค้าค่ะ ว่า

"ยายฉันเคยพูดอยู่เสมอว่า God is in the rain " การที่อีวี่ตะโกนขึ้นฟ้าไปด้วยความปีติด้วยประโยคเดียวกันว่า "God is in the rain!"

เป็นเพราะว่า เธอรู้สึกถึงเรื่องที่บังเอิญเชื่อมต่อกันอย่างน่าแปลกใจ คงอารมณ์เดียวกับ เวลาหมวกบอกเพื่อนว่าอยากดูหนังเรื่องนี้ แล้วพอกลับบ้านน้องก็ชวนไปดูหนังเรื่องนั้นพอดี จากนั้นวันรุ่งขึ้นก็บังเอิญเจอแผ่นพับบอกว่าหนังเรื่องนี้มีโปรโมชั่นลดราคา ซึ่งจะหมดเขตในวันนี้พอดี... มันทำให้เรารู้สึกเหมือนทุกอย่างมันถูกกำหนดมาแล้ว

เป็นสิ่งที่เกินจะเข้าใจ กินอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ และบางครั้งก็ดูมหัศจรรย์ นั่นเป็นพื้นฐานของความเชื่อที่ว่า พระเจ้า สถิตอยู่ในทุกสิ่ง

อยู่รอบๆตัวเรา (immanence) อยู่ทุกที่ ทุกเวลา

การที่เราเจอเรื่องที่อธิบายไม่ได้ ทำให้เราคิดว่าบางทีอาจมีพระเจ้าอยู่ก็ได้

เพราะพระเจ้าคือผู้กำหนดทุกสิ่งขึ้นมา ทั้งเหตุการณ์ที่เราเจอและไม่ได้เจอด้วย แล้วมันเกี่ยวกับฝนยังไง...? ความจริงเพลงนี้อาจไม่ได้เกี่ยวอะไรกับหนังเรื่อง V เลยก็ได้ (อ่าว...) แต่ถ้ามองในแง่ศาสนา เนื้อหาเพลงนี้จะต่างออกไป คือมันจะสื่อถึงว่าทุกสิ่งล้วนกำหนดมาแล้ว

ทุกอย่างเชื่อมโยงเกี่ยวพันกัน ทั้งโชคชะตาและความรัก สุดท้ายก็กลับมาที่แก่นของฝนคือการเชื่อมโยง... เพราะฝนเป็นสัญลักษณ์ของการเชื่อมต่อ จากฟ้ามาดิน เหมือนตกจากสวรรค์ลงมา สายฝนในที่นี้เลยหมายถึง พระเจ้าอยู่รอบตัวเรา อยู่ทุกหนทุกแห่ง เป็นส่วนหนึ่งของทุกๆอย่าง เพราะทุกอย่างล้วนเกี่ยวเนื่องเป็นหนึ่งเดียวกัน การให้ฟังเสียงของสายฝนก็เลยจะหมายถึง ให้รับรู้ถึงการมีอยู่ของพระเจ้า รับรู้ในสิ่งที่คนหลายคนมองไม่เห็น และไม่ฟังเสียงมัน ไม่เห็นถึงความเชื่อมโยงกันของสรรพสิ่ง

(ฟังดูยิ่งใหญ่เนอะ) ท่อนที่ว่า Open your eyes to the love around you ก็จะหมายความว่า จงเปิดตารับรู้ถึงความรักของพระเจ้าที่อยู่รายล้อมเราค่ะ...

พระเจ้าอยู่เคียงข้างท่าน ทำนองนั้น ดังนั้นทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเราเป็นประสงค์ของพระเจ้า

เป็นสิ่งที่ดีแล้วสมควรแล้ว มีเป้าหมายกำหนดไว้ดีแล้ว

เราควรรับรู้และเชื่อว่ามีความรักนี้อยู่ ควรรีบเปิดตามองดู

เพราะ *ตัวเรา* เองมีเวลาไม่มากนัก จะจากโลกนี้ไปเมื่อไหร่ก็ได้ แม้ว่ามันจะ just to hard to say goodbye ก็ตาม

ถ้ามองอย่างนี้ตรงท่อนที่ว่า

Suddenly sweet words take hold sweet words ก็อาจหมายถึงคำสอนของพระเจ้าที่ส่งลงมากับพระเยซูและจารึกในไบเบิ้ล

เป็นคำที่จะปลอบประโลมมนุษย์ซึ่งเคว้งคว้างโดดเดี่ยวอยู่ในพายุแห่งกิเลส

ฝนมีนัยแห่งการชำระล้างบาปด้วย ถ้ามองในลักษณะนี้แล้ว เพลงก็จะกลายเป็นแง่ศาสนาไปว่า ให้เชื่อมั่นในพระเจ้า ฟังแล้วอาจจะเข้าใจยากสักหน่อยสำหรับเพลงนี้ แต่ก็เป็นเรื่องปกติที่การตีความเพลงขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้ฟังแต่ละรายไป ไม่มีใครถูกผิดสำหรับเรื่องนี้ มีแค่การหยิบมุมองตัวเองมาแบ่งปัน

เพื่อให้ได้แนวคิดที่หลากหลายกว้างขวางเท่านั้นเอง แล้วเพื่อน ๆ ล่ะแปลความเพลงนี้ว่าอย่างไรกันบ้างคะ? ------------------------

 
 
 

Comments


© 2023 by The Book Lover. Proudly created with Wix.com

  • Facebook B&W
  • Twitter B&W
  • Google+ B&W
bottom of page