top of page

Little forest เติบใหญ่ในป่าน้อย

Musik
Feb 24, 2016
1 min read

หลายคนอาจได้ยินกระแสของหนังเรื่อง Little forest ว่าค่อยๆได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆจนภาคสองที่เพิ่งเข้าโรงทำรายได้เปิดตัวในสี่วันติดอันดับท็อปเท็นหนังทำรายได้เปิดตัวสูงสุดตลอดกาลของ house rca นับเป็นกระแสที่น่าสนใจทีเดียว หรือจะเกี่ยวข้องกับ lifestyle ของ hipster ที่ตอนนี้เริ่มจะมีคำว่า slow life บัญญัติในพจนานุกรมคำประชดประชันเพิ่มอีกคำ แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไร ในความเห็นเรา little forest ไม่ได้เป็นแค่หนังเก๋ๆแต่ให้อะไรคนดูมากกว่าที่คิด หนังเล่าเรื่องผ่าน อิจิโกะ เด็กสาวที่หนีความวุ่นวายจากเมืองกรุง กลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิด ความน่าสนใจคือเธอไม่ได้กลับมาอยู่กับครอบครัว แต่กลับมาอยู่'คนเดียว'ในหมู่บ้านเล็กๆชื่อโคะโมริที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา ห่างไกลความเจริญ หากต้องการซื้อของใช้ต้องไปซื้อที่อีกหมู่บ้านหนึ่งซึ่งใช้เวลาเดินทางเป็นวัน อิจิโกะต้องเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตัวเองในทุกๆด้าน โดยเฉพาะเรื่องปากท้อง เธอต้องปลูกข้าว ปลูกผักผลไม้กินเองและการถนอมอาหารเพื่อที่จะได้มีกินในฤดูถัดไป เข้าไปตอนแรกถึงกับงงอยู่แป๊บนึงว่านี่มันหนังสอนทำอาหาร หรือ สอนการดำรงชีวิตด้วยเกษตรอินทรีย์หรืออย่างไร เพราะหนังจะแบ่งออกเป็นสองภาค ภาคละ 2 ฤดู คือ summer+autumn และ winter+spring และในแต่ละฤดูจะมีเมนูอาหาร 7 เมนูด้วยกัน ซึ่งหนังจะนำเสนอให้เราเห็นว่าในแต่ละเมนูนั้นอิจิโกะได้วัตถุดิบมาอย่างไร ไปจนถึง'เคล็ดลับ'ที่จะทำอาหารนั้นให้อร่อย ราวกับนั่งดูรายการสอนทำอาหาร ใครที่ชอบเรื่องอาหารคงนั่งดูเพลินเกินคุ้มค่าตั๋วเลยทีเดียว แต่คนที่ไม่ได้ชอบเรื่องอาหารเป็นพิเศษอย่างเราก็ไม่ได้นั่งหลับ(แม้จะเกือบในบางตอนแต่วันนั้นเพิ่งทำงานเสร็จเหนื่อยอยู่เหมือนกัน)กลับไปเสียดายค่าตั๋ว แต่ก็เพลินในการขบคิดสิ่งที่หนังแฝงมากับการทำอาหารอย่างแยบยลและเป็นธรรมชาตินั่นคือประเด็นการก้าวผ่านวัยของอิจิโกะ *มีสปอยล์เล็กน้อย* อาจกล่าวได้ว่าอิจิโกะทำอาหาร'เป็นชีวิตจิตใจ'ไม่ใช่แค่เพื่อดำรง'ชีพ' แต่เพื่อหล่อเลี้ยง'จิตใจ' เราจะได้เห็นความพยายามเอาชนะตนเองของอิจิโกะผ่านบางเมนูของเธอ เช่น เคยเกลียดเบอร์รี่ แต่พยายามหาวิธีทำมันเป็นแยม หรือความพยายามปลดปล่อยตัวเองจากอดีตและ ความต้องการเอาชนะแม่ที่ทิ้งเธอไป (อาจเพื่อความรู้สึกว่าได้เติบโตและสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง) เช่นตอนที่พยายามหาเคล็ดลับว่าทำไมผัดผักของแม่ถึงอร่อย ,พยายามหาสูตรการทำขนมที่แม่เคยทำ(ขนมมันฝรั่งอะไรซักอย่างจำชื่อไม่ได้) หรือพยายามไม่ตบผีเสื้อเหมือนที่แม่เคยตบ อีกทั้งตอนที่เธอปลูกมะเขือเทศเธอเลือกที่จะไม่ปลูกในเรือนเพาะเหมือนกับเพื่อนบ้าน เพราะยังไม่อยาก'ลงหลักปักฐาน' หนังค่อยๆชี้ให้คนดูเข้าใจว่าอิจิโกะไม่ได้กลับมาที่บ้านเกิดเพราะนึกรักถิ่นฐานบ้านเกิดเหมือนกับรุ่นน้องที่ชื่อยูตะ แต่เธอกำลังหนีอะไรบางอย่าง และกำลังต่อสู้เพื่อก้าวผ่านมันไปให้ได้ ผู้ชมจะค่อยๆรับรู้เรื่องราวทั้งในอดีตและปัจจุบันของเธอผ่านเมนูอาหารต่างๆ จนมาสู่บทสรุปในฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งมีประโยคหนึ่งของอิจิโกะที่เราประทับใจมากเพราะมันสรุปเรื่องราวได้อย่างดี "บางคนอาจมองว่าชีวิตฉันเหมือนกับวงกลม แต่ฉันมองอีกมุมว่ามันคือ'เกลียว' " **** เราจึงประทับใจการเล่าเรื่องของหนัง ในแง่ที่มันเป็นหนัง coming of age ที่ปมขัดแย้งไม่ได้เป็นเส้นเรื่องที่ชัดเจน ว่า ตัวละครพบเจอเหตุการณ์สำคัญยิ่งใหญ่ในชีวิต ทำให้ได้เรียนรู้และเติบโตเพื่อก้าวไปสู่สังคมผู้ใหญ่ แต่ปมมันคลายได้ด้วยสิ่งที่ทำในทุกวันอย่างการทำอาหาร และความขัดแย้งในจิตใจของอิจิโกะนั้นคือสิ่งที่วัยรุ่นที่จะก้าวไปสู่วัยผู้ใหญ่มักพบเจอ ที่ชอบอีกอย่างคือหนังไม่ได้พยายามสั่งสอนว่า มาอนุรักษ์ธรรมชาติกันเถอะ มาslow life กันเถอะ มันไม่ได้ต่อต้านความเจริญ เรายังเห็นอิจิโกะไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาเก็ต ทำสปาเก็ตตี้ มันเป็นหนังที่เล่าเรื่องในวิถีทางของมันโดยไม่ไปตัดสินว่าอะไรดีงาม.. แนะนำเลยเรื่องนี้สำหรับคนที่ชอบอาหารหรือชอบญี่ปุ่น หนังเล่าน้อยแต่ได้มาก ภาพสวย อาหารน่าทาน ดูเพื่อขบเคี้ยวก็ได้ หรือเพื่อขบคิดก็ได้..

Comments


© 2023 by The Book Lover. Proudly created with Wix.com

  • Facebook B&W
  • Twitter B&W
  • Google+ B&W
bottom of page